
ตั้งแต่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์
|
พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช (เจ้าจันทกินรี) |
พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช ( เจ้าจันทกินรี ) พ.ศ. 2313 ถึง พ.ศ. 2347 เป็นต้นสกุล
จันทรสาขา ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารตั้งแต่ พ.ศ.2313 (สมัยกรุงธนบุรี) ได้มีกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ปกครองเมืองมุกดาหารตามธรรมเนียมการปกครองหัวเมืองในแถบลุ่มแม่น้ำโขง คือ
ท้าวกิ่ง ดำรงตำแหน่ง อุปฮาด
ท้าวอุ่น ดำรงตำแหน่ง ราชวงษ์
ท้าวชู ดำรงตำแหน่ง ราชบุตร
พร้อมด้วยตำแหน่งท้าวเพี้ยและกรมการเมืองฝ่ายต่าง ๆ อีกคือเมืองแสน , เมืองจันทน์ , เมืองซ้าย , เมืองขวา , เมืองกลาง , ชาเนตร , ชานนท์ , ชาบัณฑิต , เมืองคุก , เมืองฮาม , นาเหนือ , นาใต้ ฯลฯ
เมืองแสน ว่าราชการฝ่ายใต้ , เมืองจันทน์ ว่าราชการฝ่ายเหนือ , เมืองกลาง ว่าราชการงานหนังสือ , เมืองขวาเป็นแม่ทัพฝ่ายขวา , เมืองซ้าย เป็นแม่ทัพฝ่ายซ้าย , ชาเนตร หน้าที่เก็บรักษาหนังสือ , ชานนท์ กำกับฝ่ายพระคลัง , ชาบัณฑิต ร่างหนังสือและอ่านคำสั่งหรือท้องตราจากเมืองหลวง , เมืองคุก เมืองฮาม ทำหน้าที่พัสดีเรือนจำ นาเหนือ นาใต้ มีหน้าที่เก็บส่วยข้าวเปลือกจากราษฎรแล้วขึ้นฉางไว้ใช้ในราชการ (รวบรวมจากลิทธิธรรมเนียมล้านช้าง)
พระยาจันทรศรีสุราชฯดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารอยู่ 34 ปี ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2347 สมัยราชการที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (จากใบลานพงศาวดารเมืองมุกดาหาร)
|
พระยาจันทรสุริยวงษ์ ( กิ่ง ) |
พระยาจันทรสุริยวงษ์ ( กิ่ง ) พ.ศ. 2348 ถึง พ.ศ. 2383 เป็นบุตรพระยาจันทรศรีสุราชฯ เจ้าเมืองคนแรก เคยดำรงตำแหน่งอุปฮาดเมืองมุกดาหารมาก่อน ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตั้งแต่พ.ศ. 2348 (สมัยรัชการที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ประกอบด้วยกรมการชั้นผู้ใหญ่ คือ
ท้าวอุ่น ดำรงตำแหน่ง อุปฮาด
ท้าวชู ดำรงตำแหน่ง ราชวงษ์
ท้าวแผ่น ดำรงตำแหน่ง ราชบุตร
ครั้นถึง พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฎต่อราชอาณาจักรไทย ญวนก็ได้เริ่มรุกรานดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (แขวงสะหวันเขต) ซึ่งเป็นเขตแดนเมืองมุกดาหาร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระมหาสงครามและเจ้าอุปราช (ติสสะ) แห่งนครเวียงจันทน์เป็นแม่ทัพโดยเจ้าอุปราชเวียงจันทน์ยอมสวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพมหานครมิได้ร่วมเป็นกบฎด้วย กองทัพยกออกจากกรุงเทพฯ สมทบกับกองทัพหัวเมืองชายแดนมีกองทัพเมืองหนองคาย , เมืองท่าอุเทน , เมืองไชยบุรี , เมืองนครพนม , เมืองมุกดาหาร เมืองเขมราฐ และเมืองอุบลราชธานียกกองทัพออกไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศลาวในปัจจุบันให้มาตั้งบ้านตั้งเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขง (ภาคอีสาน) ผู้คนที่กวาดต้อนมาในครั้งนั้นจึงมีหลายเชื้อชาติและหลายเผ่าพันธุ์ เช่น ผู้ไทย , ข่า , กะโซ่ , กะเลิง , ย้อ , แสก , เป็นต้น
พระยาจันทรสุริยวงษ์ ( กิ่ง ) ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร อยู่35 ปี ถึงแก่กรรมเมื่อวันแรม 5 ค่ำเดือนอ้าย ปีชวดโทศก จุลศักราช 1202 ตรงกับวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2383 ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (จากใบลานพงศาวดารเมืองมุกดาหาร)
|
พระจันทรสุริยวงษ์ ( พรหม ) |
พระยาจันทรสุริยวงษ์ ( กิ่ง ) เจ้าเมืองถึงแก่กรรม พระจันทรสุริยวงษ์ ( พรหม ) พ.ศ.2384 ถึง พ.ศ.2405 หรือ ท้าวพรหม ผู้เป็นบุตรและเป็นอุปฮาดเมืองมุกดาหารได้เป็นผู้รักษาเมืองแทนต่อมา
ครั้นถึง พ.ศ. 2387 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้ท้าวพรหมเป็น พระจันทรสุริยวงษ์ เจ้าเมืองมุกดาหาร ตั้งแต่วันศุกร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง ฉศก จุลศักราช 1206 ตรงกับวันที่ 9 สิงหาคม 2387 ( จากจดหมายเหตุ ร.3 จ.ศ.1206 เลขที่ 33 หอสมุดแห่งชาติ ) ประกอบด้วยกรมการชั้นผู้ใหญ่ คือ
ท้าวคำ ดำรงตำแหน่ง อุปฮาด
ท้าวสุราช ดำรงตำแหน่ง ราชวงษ์
ท้าวจีน ดำรงตำแหน่ง ราชบุตร
พ.ศ. 2387 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวผู้ไทยซึ่งอพยพมาจากทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจากเมืองวังและเมืองคำอ้อ (อยู่ในแขวงสะหวันเขต) ตั้งเมืองอยู่ในแถบดงบังอี่และห้วยบังอี่ ตั้งเป็นเมือง หนองสูง ขึ้นกับเมืองมุกดาหาร (กิ่ง อ.หนองสูงและ อ.คำชะอี) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวสีหนาม เป็น พระไกรสรราช เจ้าเมืองหนองสูงคนแรกเขตเมืองหนองสูงครอบคลุมถึงท้องที่ อ.นาแก จ.นครพนม ในปัจจุบันด้วย (จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1206 เลขที่ 33 หอสมุดแห่งชาติ)
พระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารอยู่ 20 ปี ตั้งแต่อายุ 58 ปี ถึงแก่กรรมเมื่อวันศุกร์ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 11 ปีจอ จัตวาศก จ.ศ.1224 (สมัยราชกาลที่ 4) ขณะที่ถึงแก่กรรมอายุ 79 ปี (จากจดหมายเหตุ ร.4 จ.ศ.1224 เลขที่ 12 หอสมุดแห่งชาติ
|
เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ดำรงรัฐสีมามุกดาธิบดี
(เจ้าหนู) |
( พ.ศ. 2408 ถึง พ.ศ.2412 ) เมื่อพระจันทรสุริยวงษ์ (พรหม) ถึงแก่กรรม อุปฮาด (คำ) ได้เป็นผู้รักษาเมืองต่อมาถึง 3 ปี จนถึง พ.ศ.2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชการที่ 4 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ เจ้าหนู โอรสเจ้าอุปราช(ติสสะ) แห่งนครเวียงจันทน์ ซึ่งสวามิภักดิ์ต่อราชอาณาจักรไทยและได้รับราชการอยู่ที่กรุงเทพฯดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหาร เจ้าหนูเป็นราชนัดดาของเจ้าอนุวงษ์ด้วย
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาให้เจ้าหนูเป็น เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ดำรงรัฐสีมามุกดาธิบดี เจ้าเมืองมุกดาหาร พระราชทานเครื่องอิสริยยศอย่างเจ้าเมืองประเทศราช คือพานหมากทองคำ กระโถนทองคำ กระบี่บั้งทอง ปืนคาบศิลาคอลายท้ายตลับ เสื้อและหมวกตุ้มปี่ยอดทองคำ ทรงประภาสและแคร่หาม ฯลฯ เป็นเครื่องยศบรรดาศักดิ์ ตั้งแต่วันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลูสัปตศก จ.ศ.1227 ตรงกับวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2408 (จากจดหมายเหตุ ร.4 จ.ศ.1227 เลขที่ 25 หอสมุดแห่งชาติ)
ส่วน อุปฮาด (คำ) กรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ของมุกดาหารซึ่งรักษาเมืองอยู่ถึง 3 ปี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้เป็น พระพฤกษมนตรี ตำแหน่ง จางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหาร ประกอบด้วยกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ คือ
พระพฤกษมนตรี (คำ) จางวางที่ปรึกษาราชการ
ท้าวจีน ดำรงตำแหน่ง อุปฮาด
เจ้าดวงเกษ บุตรเจ้าเมือง ดำรงตำแหน่ง เจ้าราชวงษ์
ท้าวแท่ง ดำรงตำแหน่ง ราชบุตร
พระราชกิจภักดี (ท้าวศรีสุราช) , พระศรีวรวงษ์ , พระศรีวรราช , พระวรบุตรภักดี , ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยราชการ
เมืองประเทศราชในสมัยรัชกาลที่ 4 แถบลุ่มแม่น้ำโขงมี 3 เมือง คือ เมืองนครจำปาศักดิ์มีเจ้ายุตติธรรมธร เป็นเจ้าผู้ครองนคร , เมืองอุบลราชธานีมีเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงษ์ราชนัดดาเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นเจ้าเมือง และเมืองมุกดาหาร มี เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ฯ เป็นเจ้าเมือง
พ.ศ. 2409 เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์เจ้าเมืองมุกดาหารได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอยกบ้านแขวงบ้านบางทราย (บังทราย) ในเขตเมืองมุกดาหารขึ้นเป็นเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งบ้านบางทรายขึ้นเป็นเมือง เมืองพาลุกากรภูมิ เป็นเมืองจัตวาขึ้นเมืองมุกดาหาร (คำว่า พาลุกา มาจากคำว่า พาลุกะ ในภาษาบาลีซึ่งแปลว่า ทราย) แต่เมื่อตั้งเมืองไปตั้งเหนือบ้านบางทรายขึ้นไปอีกคือที่หมู่บ้านพาลุกาในท้องที่อำเภอหว้านใหญ่ในปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ ท้าวทัด บุตรราชวงษ์ (ทัง) เมืองมุกดาหาร (และเป็นหลานพระยาจันทรสุริยวงษ์ ( กิ่ง ) เจ้าเมืองมุกดาหาร) เป็นเจ้าเมืองพาละกากรภูมิคนแรก พระราชทานนามบรรดาศักดิ์ว่า พระอมรฤทธิธาดา
เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ฯ เจ้าเมืองมุกดาหารได้จัดเครื่องราชบรรณาการมีต้นไม้ทองสูง 9 ชั้น หนัก 2 ตำลึง 3 บาท , ต้นไม้เงินสูง 9 ชั้น หนัก 2 ตำลึง 3 บาท พร้อมด้วยนรนาต 2 ยอด , งาช้าง 12 กิ่ง , สีผึ้งหนัก 2 หาบ , กับเงินส่วยอีก 10 ชั่ง 10 ตำลึงเป็นเครื่องราชบรรณาการเสมือนอย่างเจ้าเมืองประเทศราชลงไปทูลเกล้าถวายที่กรุงเทพฯตั้งแต่ พ.ศ. 2410 เป็นครั้งแรกของเมืองมุกดาหารตั้งแต่รัชสมัย รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา (จากจดหมายเหตุ ร.4 จ.ศ. 1229 เลขที่ 310 หอสมุดแห่งชาติ
เมืองในภาคอีสานที่เคยถวายต้นไม้ทองต้นไม้เงินเคยมีเพียงสองเมืองเท่านั้น คือ เมืองนครพนม และเมืองมุกดาหาร
ครั้นถึง พ.ศ. 2411 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคต ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์แทนกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ในเมืองมุกดาหารมีพระพฤกษมนตรี (คำ) จางวางที่ปรึกษาราชการเป็นหัวหน้าได้ฟ้องกล่าวโทษเจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ฯ เจ้าเมืองลงไปกรุงเทพฯ ว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม เบียดบังเงินหลวง และเบียดเบียนข่มเหงราษฎรจนได้รับความเดือดร้อน จึงโปรดเกล้าฯให้ตระลาการชำระและปรากฏว่าเจ้าเมืองได้กระทำผิดจริง สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์) และเจ้าพระยาภูธราภัย สมุหนายก ได้ปรึกษาเห็นพร้อมกันให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าให้ถอดเจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ฯออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารหลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งอยู่เพียง 5 ปี (จากจดหมายเหตุ ร.5 จ.ศ.1231 เล่ม 3 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
เมืองขึ้นเมืองมุกดาหารในยุคนั้นประกอบด้วย
1. เมืองหนองสูง พระไกรสรราช (เจ้าเมือง) คือท้องที่อำเภอคำชะอี , อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม และท้องที่กิ่งอำเภอหนองสูงในปัจจุบัน
2. เมืองพาลุกาภูมิ พระอมรฤทธิธาดา (เจ้าเมือง) คือท้องที่อำเภอหว้านใหญ่ในปัจจุบัน
3. เมืองสองคอนดอนดง พระจำเริญพลรบ (เจ้าเมือง) ปัจจุบันอยู่ในแขวงสะหวันเขต ประเทศลาว เดินขึ้นเมืองอุบลราชธานียกมาขึ้นเมืองมุกดาหารในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2408 (จากเอกสาร ร.4 จ.ศ. 1227 เลขที่ 282 หอสมุดแห่งชาติ)
4. เมืองลำเนาหนองปรือ พระจุมพลภักดี (เจ้าเมือง) ปัจจุบันอยู่ในแขวงสะหวันเขตลาวเรียกว่าเมืองน้ำเนาฯ คือบริเวณเมืองแก่งกอกและเมืองสะคืนปัจจุบันซึ่งเปลี่ยนเป็นชื่อเมืองจำพอน(ชุมพร) ยกมาขึ้นเมืองมุกดาหารในสมัยรัชกาลที่ 4 ตอนปลายรัชกาลที่ 5 ยกกลับไปขึ้นเมืองอุบลราชธานีอีก
5. เมืองประชุมชนาลัย ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศลาว ตรงข้ามกับอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (เมืองขึ้นในสมัยก่อนไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ติดต่อกับเมืองที่ต้องขึ้น) เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ฯ เจ้าเมืองถือว่าเมืองมุกดาหารเสมือนหนึ่งเมืองประเทศราชจึงพยายามขยายอาณาเขตให้กว้างใหญ่เพื่อทดแทนเมืองเวียงจันทน์ซึ่งถูกทำลายจนกลายเป็นเมืองร้าง จึงได้อพยพพวกลาวพวนและพวกผู้ไทยจากเมืองเชียงขวางและซำเหนือมาตั้งที่บ้านมวนริม ฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งซ้ายตรงข้ามกับเมืองบึงกาฬ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯยกขึ้นเป็นเมือง ประชุมพนาลัย ขึ้นกับเมืองมุกดาหาร เพราะไม่ยอมขึ้นกับเมืองหนองคาย (จากเอกสาร ร.5 มท.เล่ม 5 จ.ศ. 1233 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
6. เมืองวังอ่างคำ ปัจจุบันอยู่ในแขวงสะหวันเขต ห่างชายแดนเวียดนามประมาณ 50 กิโลเมตร เมื่อยังขึ้นกับเมืองมุกดาหารแบ่งออกเป็น 2 เมืองคือ
6.1 เมืองวังมล พระนาคีรัตนวงษา (เจ้าเมือง)
6.2 เมืองวังคำ พระสุวรรณภักดี (เจ้าเมือง)
เมืองวังมลและเมืองวังคำเป็นถิ่นกำเนิดของชาวผู้ไทย ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อกองทัพไทยออกไปกวาดต้อนให้ชาวผู้ไทยอพยพมาตั้งเมืองอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงเช่นเมืองหนองสูงคำชะอี , เมืองเรณูนคร , เมืองกุฉินารายณ์ , เมืองวาริชภูมิ , เมืองพรรณานิคม ฯลฯ แต่พระนาคีรัตนวงศา เจ้าเมืองวังมลได้อพยพหลบหนีกองทัพไทยออกไปหลบหนีกองทัพไทยออกไปหลบซ่อนอยู่ในเขตเวียดนาม เมื่อเหตุการณ์สงบแล้วจึงได้กลับมาตั้งบ้านตั้งเมืองที่เมืองวังมลอีก เจ้าเมืองมุกดาหารจึงให้เจ้าเมืองวังมลดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาว่าจะสาวามิภักดิ์ต่อกรุงเทพมหานครและขอส่งส่วยให้เมืองมุกดาหารปีละ 4 ตำลึง 2 บาททุกปี (จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1204 เลขที่ 1 และประชุมพงศาวดารภาค 70)
7. เมืองที่มีฐานะเป็นกองนอกและกองส่วย
เมืองเล็กที่มิได้ยกขึ้นเป็นเมือง ได้รวบรวมกันขึ้นเป็นกอง (เสมือนกิ่งอำเภอ) เรียกว่ากองนอกหรือกองส่วย มีนายกองปลัดกองเป็นผู้ควบคุมและมีนายหมวดนายหมู่ควบคุมเป็นชั้น ๆ ลงไปอีก (ยังไม่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้าน) ดังนี้
กองข้าพระเจดีย์พระธาตุพนมกองนี้มิได้ขึ้นอยู่กับเมืองมุกดาหารโดยเด็ดขาดแต่ให้อยู่ในความดูแลของของเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหารแบ่งเขตแดนกันที่หน้าองค์พระธาตุพนม หัวหน้ากองข้าพระเจดีย์พระธาตุพนมได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ว่า พระพิทักษ์เจดีย์ พลเมืองในกองนี้เป็นเลกข้าพระได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียส่วย แต่นายกองต้องมีหน้าที่เกณฑ์สิ่งของเช่น อิฐ , กรวด , ทราย , ปูน , ไว้บรูณะปฏิสังบรณ์องค์พระธาตุพนม (จากเอกสาร ร.5 ม.2 12ก. เล่ม 20ทร.ศ.107 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
กองบ้านไผ่ อยู่ในเขตเมืองจำพอน (ชุมพร) แขวงสะหวันเขตปัจจุบันนายกองมีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงสุริยวงษา เก็บส่วยส่งเมืองมุกดาหารปีละ 10 หาบหลวง (จากเอกสาร ร.3 ร.ศ.1206 เลขที่ 33 หอสมุดแห่งชาติ)
กองบ้านผึ่งแดด อยู่ในแขวงสะหวันเขตปัจจุบัน นายกองส่วยชื่อ ท้าวโพธิสาร เก็บส่วยส่งเมืองมุกดาหารปีละ 3 ชั่ง 10 ตำลึง หรือผลแร่ว (หมากแหน่ง) หนักปีละ 14 หาบหลวง
กองส่วยบ้านโคก อยู่ในแขวงสะหวันเขตปัจจุบัน นายกองส่วยมีบรรดาศักดิ์ว่า พระรัษฎากรบริรักษ์ ปลัดกองมีบรรดาศักดิ์ว่า หลวงพิทักษ์สุนทร
|
พระจันทรสุริยวงษ์ (คำ) |
( พ.ศ. 2413 ถึง พ.ศ. 2420 )
เมื่อพระเจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ดำรงรัฐสีมามุกดาธิบดี ถูกถอดออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรประทับพระราชสัญจกรตั้งให้ พระพฤกษมนตรี (คำ) จางวางที่ปรึกษาราชการเมืองมุกดาหารเป็น พระจันทรสุริยวงษ์ เจ้าเมืองตั้งแต่วันอังคาร แรม 11 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมียโทศก จุลศักราช 1232 ตรงกับวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2413 (จากเอกสาร ร.5 มท.เล่ม 3 จ.ศ.1232 หอจดหมายแห่งชาติ)
พระจันทรสุริยวงษ์ (คำ) เป็นบุตร พระยาจันทรสุริยวงษ์ (กิ่ง) เคยดำรงตำแหน่งราชบุตร , ราชวงษ์ , อุปฮาด และจางวางที่ปรึกษาราชการมาก่อน
กรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ประกอบด้วย
พระราชทานสัญญาบัตรให้ อุปฮาด (จีน) เป็น พระพฤกษมนตรี ที่ปรึกษาราชการแทน
1. ราชบุตร (แท่ง) ดำรงตำแหน่ง อุปฮาด
2. ท้าวบุญเฮ้า ดำรงตำแหน่ง ราชวงษ์
3. ท้าวเล ดำรงตำแหน่ง ราชบุตร
4. พระราชกิจภักดี (อุทุม) , พระวรบุตรภักดี (ดี) , พระศรีวรราช , พระศรีวรวงษ์ ผู้ช่วยราชการ
พระจันทรสุริยวงษ์ (คำ) ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารอยู่ 8 ปี ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันอาทิตย์แรม 12 ค่ำ ปีฉลู นพศก จุลศักราช 1239 ตรงกับวันที่ 2 ธันวาคม 2420 (จากเอกสาร ร.5 มท.เล่ม 12 จ.ศ.1239 หอจดหมายแห่งชาติ)
|
พระจันทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า) |
( พ.ศ. 2421 ถึง พ.ศ. 2430 )
เมื่อพระจันทรสุริยวงษ์ (คำ) เจ้าเมืองถึงแก่กรรม และต่อมาอุปฮาด (แท่ง) ก็ถึงแก่กรรมอีก ราชวงษ์ (บุญเฮ้า) ได้เป็นผู้รักษาเมืองแทนต่อมาจนถึง พ.ศ. 2422 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรประทับพระราชสัญจกรตั้งให้ ราชวงษ์ (บุญเฮ้า) เป็น พระจันทรสุริยวงษ์ เจ้าเมืองมุกดาหารตั้งแต่วันเสาร์ขึ้น 2 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ เอกศกจุลศักราช 1241 ตรงกับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2422 (จากเอกสาร ร.5 มท. เล่ม 16 จ.ศ.1241 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
|
พระยาศศิวงษ์ประวัติ
(เมฆ) |
( พ.ศ. 2431 ถึง พ.ศ. 2440 )
เมื่อพระจันทรสุริยวงษ์ (บุญเฮ้า) เจ้าเมืองถึงแก่กรรม ราชบุตร (เมฆ) ได้เป็นผู้รักษาเมืองแทน เพราะว่าอุปฮาดและราชวงษ์ได้ถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว
ราชบุตร (เมฆ) ได้ว่าที่ (รักษาการ) เจ้าเมืองต่อมาอีกถึง 3 ปี จนถึง พ.ศ. 2434 จึงเดินทางลงไปรับพระราชทานสัญญาบัตรตำแหน่งเจ้าเมืองที่กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสัญญาบัตรประทับพระราชสัญจรกร ตั้งให้ ราชบุตร (เมฆ) เป็น พระจันทรเทพสุริยวงษา ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม ร.ศ.110 (จากราชกิจจานุเบกษา ร.ศ.110)
|
พระจันทรเทพสุริยวงษา (แสง จันทรสาขา) |
( พ.ศ. 2441 ถึง พ.ศ. 2449 )
เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมือง ร.ศ.117 ขึ้นแล้ว
จึงได้ประกาศให้เปลี่ยนนามมณฑลลาวพวน เป็น มณฑลฝ่ายเหนือ , มณฑลลาวกาว เป็น มณฑลฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ
(อุบลราชธานี) , มณฑลลาวกลาง เป็น มณฑลนครราชสีมา , มณฑลลาวเฉียง เป็น มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ
(เชียงใหม่) ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 5 มิถุนายน ร.ศ.118 (พ.ศ.2442)
เมืองมุกดาหารจึงขึ้นกับมณฑลฝ่ายเหนือ มีกองบัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่บ้านหมากแข้ง
(อุดรธานี) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้ ราชวงษ์ (แสง)
บุตรพระยาศศิวงษ์ประวัติ (เมฆ) อดีตเจ้าเมืองมุกดาหาร เป็น พระจันทรเทพสุริยวงษา ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร
ประกอบด้วยกรมการเมือง
อุปฮาด (เสริม) เป็น พระดำรงมุกดาหาร ปลัดเมือง
ราชบุตร (แป้น) เป็น พระวิจารณ์อธิกรณ์ ศาลเมือง
ท้าวสุก เป็น หลวงวิจารณ์อักขรา มหาดไทยเมือง
ท้าวแคน เป็น หลวงบุรินทร์มุกดารักษ์ นครบาลเมือง
ท้าวแสง เป็น หลวงธนากาญจนกิจ คลังเมือง
ท้าวหนู เป็น หลวงสมัครนครมุก โยธาเมือง
(จากทำเนียบข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ร.ศ. 118)
ครั้นถึง พ.ศ. 2443 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเปลี่ยนนามมณฑลฝ่ายเหนือ เป็น มณฑลอุดร , มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น มณฑลอีสาน(อุบลราชธานี) , มณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ เป็น มณฑลพายัพ (เชียงใหม่) ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2443 (ราชกิจจานุเบกษา ร.ศ.119) เมืองมุกดาหารจึงขึ้นกับการปกครองของ มณฑลอุดร