


จังหวัดมุกดาหารปัจจุบันเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ในภาคอีสาน แต่ในอดีตเป็นเมืองชายแดนปลายพระราชอาณาเขตที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่จนจดแดนญวน ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อปราบกบฏเจ้าอนุวงษ์ฯ กองทัพกรุงเทพฯ และกองทัพหัวเมือง แถบลุ่มแม่น้ำโขงได้ยกทัพข้ามโขงไปกวาดต้อนผู้คนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง(ดินแดนลาว) ให้อพยพข้ามโขงมาตั้งบ้านตั้งเมืองอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง(ภาคอีสาน) ให้มากที่สุดเพื่อมิให้เป็นกำลังแก่ข้าศึก จังหวัดชายแดน เช่น จังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ฯลฯ จึงมีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ ร.ศ.112 ราชอาณาจักรไทยต้องเสียดินแดนทางฝั่งซ้ายทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง(ฝั่งลาว) ไปถึง 3 ใน 4 ส่วนการรวบรวมเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดมุกดาหารซึ่งมีอยู่ถึง 8 กลุ่มชาติพันธุ์เพื่อย้อนอดีตให้ทราบถึงกลุ่มชาติพันธุ์ (ETHNIC GROUP) ก่อนที่จะมารวมกันเป็นจังหวัดมุกดาหาร
เป็นชาวไทยกลุ่มใหญ่ในจังหวัดมุกดาหาร
เช่นเดียวกับชาวไทยอีสานในจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสานอีกหลายจังหวัด
ชาวไทยอีสานได้สืบเชื้อสาย ต่อเนื่องกันมานานนับหลายพันปี
ตั้งแต่ขุนบรมปฐมวงศ์ของเผ่าไทย ตั้งแต่อาณาจักรน่านเจ้า
อาณาจักรล้านช้างจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลาย
ชาวไทยอีสานได้อพยพลงมาตามลำน้ำโขงตั้งแต่ พ.ศ.2231 (สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช)เมื่อท่านพระครูโพนเสม็ก นำสานุศิษย์จากอาณาจักรล้านช้างอพยพลงมาตามลำน้ำโขงแล้วแผ่ขยายออกไปตามลำน้ำมูล ลำน้ำชี และลำน้ำอื่น ๆ ซึ่งแยกออกจากแม่น้ำโขง ตั้งเป็นเมืองต่าง ๆ เมืองมุกดาหารได้ตั้งขึ้นเป็นเมืองเมื่อพ.ศ.2313 ในสมัยกรุงธนบุรี
คำว่า
ผู้ไทย
บางท่านมักเขียนว่า ภูไทย แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตเขียนว่า
ผู้ไทยถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวผู้ไทยอยู่ในแค้วนสิบสองจุไทย
และแค้วนสิบสองปันนา (ดินแดนส่วนเหนือของลาว และ
เวียดนาม
ซึ่งติดต่อกับดินแดนภาคใต้ของจีน) ราชอาณาจักรไทยได้สูญเสียดินแดนสิบสองจุไทย
ซึ่งอยู่ในเขตของลาวให้แก่ฝรั่งเศสเมื่อ ร.ศ.107 (พ.ศ.2431)ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (เจ้าองค์หล่อ) แห่งราชอาณาจักรเวียงจันทน์
ได้มีหัวหน้าชาวผู้ไทยซึ่งมีนามว่า พระศรีวรราช ได้มีความดีความชอบในการ
ช่วยปราบกบฏในนครเวียงจันทน์จนสงบราบคาบกษัตริย์เวียงจันทน์ จึงได้ปูนบำเหน็จ
โดยพระราชทานพระราชธิดาชื่อนางช่อฟ้า ให้เป็นภรรยา ในกาลต่อมาจึงได้แต่งตั้งให้บุตรซึ่ง
เกิดจากพระศรีวรราชหัวหน้าชาวผู้ไทย และเจ้านางช่อฟ้ารวม 4 คนแยกย้ายกันไปปกครองหัวเมืองชาวผู้ไทย
คือ เมืองสบแอก เมืองเชียงค้อ เมืองวัง เมืองตะโปน(เซโปน) พร้อมกับอพยพชาวผู้ไทยลงไปทางใต้ของราชอาณาจักรเวียงจันทน์เป็นเมืองวัง
เมืองเซโปน อันเป็นถิ่นกำเนิดของชาวผู้ไทย (เรียบเรียงจากลายพระหัตถ์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระเจ้าประดิษฐาสารี ในหนังสือชื่อพระราชธรรมเนียมลาว
ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2479 พระองค์เป็นพระราชธิดาของรัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาดวงคำ เจ้าจอมมารดาดวงคำ
เป็นราชนัดดาของเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์
ต่อมาชาวผู้ไทยได้แยกย้ายออกไปตั้งเป็นเมืองพิน
เมืองนอง เมืองพ้อง เมืองพลาน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในแขวงสุวรรณเขต
ของลาว ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฎต่อกรุงเทพมหานคร
เมื่อ
พ.ศ.2369 เมื่อกองทัพไทยยกขึ้นไปปราบปรามจนสงบราบคาบแล้วทางกรุงเทพฯ มีนโยบายจะอพยพพวกผู้ไทย ข่า กะโซ่ กะเลิง ฯลฯ จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้มาตั้งบ้านตั้งเมืองอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง(ภาคอีสาน) เพื่อมิให้เป็นกำลังแก่เวียงจันทน์ และญวนอีก
จังหวัดมุกดาหารแบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ 52 ตำบล 496 หมู่บ้าน ประชากร 334,325 คน(ที่มา: กรมการปกครอง ณ 31 ธันวาคม 2543)
มีหมู่บ้านเชื้อสายผู้ไทยร้อยกว่าหมู่บ้านประชากรเกือบ 1 ใน 4 เป็นชาวผู้ไทยซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในท้องที่อำเภอต่าง ๆ คือ
1. อำเภอเมืองมุกดาหาร มีชาวผู้ไทยอยู่ที่บ้านดงมอญ บ้านเหล่าแขม บ้านสงเปลือย บ้านจอมมณี บ้านนาโสก บ้านเหล่าปาเปด บ้านหัวภู บ้านหนองน้ำเต้า บ้านนาโด่
2. อำเภอคำชะอี มีชาวผู้ไทยที่บ้านคำชะอี บ้านห้วยลำโมง บ้านนากลาง บ้านกกไฮ บ้านนาปุง บ้านแก้ง
3. อำเภอหนองสูง มีชาวผู้ไทยที่บ้านหนองสูง บ้านโนนยาง บ้านนาหนองแคน บ้านคำพอก บ้านดงมะ
บ้านภู บ้านคำพี้ บ้านป่าแสด บ้านแวง บ้านโคกกลาง บ้านโคกหินกอง บ้านหลุบปึ้ง
4. อำเภอดงหลวง มีชาวผู้ไทยที่บ้านก้านเหลืองดง บ้านหนองแคน บ้านหนองบัว บ้านหนองหนาว บ้านชะโนด บ้านกกตูม บ้านขัวสูง บ้านแก่งนาง บ้านกกกอก บ้านส่านแว้ บ้านคำผักกูด บ้านนาหินกอง
5. อำเภอนิคมคำสร้อย มีชาวผู้ไทยที่บ้านต่อเขตบ้านกกแดง บ้านนากอก บ้านหนองแวง บ้านหนองนกเขียน
6. อำเภอดอนตาล มีชาวผู้ไทยที่บ้านโคก บ้านหนองหล่ม บ้านดง บ้านคำดู่
เอกลักษณ์ของชาวผู้ไทย คือ เหล้าอุ (เหล้าไห ที่ทำด้วยข้าวเปลือกมีไม้ซางดูด) จนอาจกล่าวได้ว่ามีชาวผู้ไทยอยู่ที่ใดต้องมีเหล้าไหอยู่ที่นั่น
ข่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในจังหวัดมุกดาหาร ชาวข่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแขวงสุวรรณเขตแขวงสาลวัน และแขวงอัตปือ ของลาว ซึ่งเมื่อร้อยปีก่อน (ก่อน พ.ศ. 2436) ยังเป็นดินแดนของราชอาณาจักรไทยชาวข่า อพยพมาตั้งอยู่ในท้องที่จังหวัดมุกดาหาร ในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นส่วนมาก
นักมานุษยวิทยาถือว่า
ชาวข่าเป็นชนเผ่าหนึ่งในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งอาจสืบเชื้อสายมาจากขอมโบราณ
ซึ่งเคยอยู่ในดินแดนของอาณาจักรเจนละ ซึ่งต่อมาเป็นอาณาจักรขอม
และอาณาจักรศรีโคตรบรูณ์ซึ่งขอมเคยมีอิทธิพลครอบคลุมขึ้นมาถึงแล้วเสื่อมอำนาจลง
ซึ่งพวกข่าอยู่ในตระกูลเดียวกับขอมและมอญเขมร
ภาษาข่า เป็นภาษาในตระกูล ออสโตรอาเซียติค สาขามอญ เขมร ชาวข่ายังแบ่งแยกกันอีก เป็นหลายเผ่าพันธุ์ เช่นข่าย่าเหิน ข่าบริเวณ ข่าสุ ข่าตะโอย ข่าสอก ข่าสปวน ฯลฯ เป็นต้น
ชาวข่า มิได้เรียกตัวเองว่า ข่า แต่เรียกตัวเองว่าเป็น พวกบรู ซึ่งแปลว่า ภูเขา คำว่า ข่า เป็นชื่อที่ชาวใช้เรียกขานพวกบรู คำว่า ข่า อาจจะมาจากคำว่า ข้าทาส ซึ่งชาวอีสานชอบเรียกพวกข้าทาสว่า ข้า หรือ ข้อย แต่ชอบออกเสียงไม้โทเป็นไม้เอก คือคำว่า ข้า เป็น ข่า เพราะว่าในอดีตชาวไทยในแถบลุ่มแม่น้ำโขงชอบไปจับ
เอาพวกข่า(บรู)ตามป่าดงมาเป็นข้าทาส ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงประกาศห้ามมิให้ไปจับพวกข่ามาเป็นข้าทาสอีก
ส่วนในประเทศเวียดนามเรียกพวกข่า ว่า พวกมอย (MOI)
พวกข่าในสมัยโบราณเคยมีประวัติว่ามี ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สูงส่งมาก่อน มีความรอบรู้ในการประดิษฐ์ของใช้ในการดำรงชีวิต เช่น การปั้นไห การหล่อโลหะ (กลองมโหระทึก) นำหินมากรอฟัน ให้ราบเรียบ
สวยงามก่อนเครื่องมือทันตแพทย์สมัยนี้เสียอีก อันเป็นเอกลักษณ์ของพวกข่าชาวข่าดั้งเดิมมักจะมีผิวกายดำคล้ำ ผมหยิกทั้งหญิงและชาย ผู้ชายแต่งกายด้วยการนุ่งผ้าเตี่ยวมีผมม้ายาว ประบ่าและนิยมใช้ผ้าแดงผูกคล้องคอหรือโพกศรีษะเป็นเอกลักษณ์ตามประวัติเล่าว่า เนื่องจาก บรรพบุรุษของชาวข่า ได้ใช้ผ้าชุบเลือดสีแดงแนบติดกายไว้ก่อนสิ้นชีวิตในการต่อสู้แย่งชิงถิ่นที่อยู่ กับชาวผู้ไทยในอดีต ในดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พวกข่าจึงถือว่าผ้าแดงเป็นเอกลักษณ์ของเขา ส่วนผู้หญิงนิยมแต่งกายด้วยการนุ่งผ้าซิ่นยาว ถึงข้อเท้าแต่เปลือยอกท่อนบน ผู้ชายข่าเคยมีประวัติว่าเป็นนักรบที่ห้าวหาญ มีหน้าไม้พร้อมลูกดอกอาบยาพิษยางน่อง (ยางไม้ที่มียาพิษ) เป็นอาวุธประจำกาย แม้ในสมัยที่ดินแดนลาวยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสอยู่
ทหารข่าของฝรั่งเศสบางหน่วยยังนิยมใช้หน้าไม้เป็นอาวุธอยู่ ปัจจุบันในแขวงสุวรรณเขต แขวงสาละวัน และแขวงอัตปือ ของลาว ก็ยังมีข้ารัฐการที่เป็นพวกข่ารับราชการอยู่ในตำแหน่งสูง ๆ อยู่ไม่น้อยในจังหวัดมุกดาหาร เขตอำเภอเมืองมุกดาหาร ยังมีชาวไทยเชื้อสายข่า อยู่ที่บ้านพังคอง และบ้าน
นาเสือหลาย ในท้องที่อำเภอดอนตาล มีชาวไทยเชื้อสายข่าอยู่ที่บ้านบาก ในท้องที่อำเภอดงหลวงมีชาวไทยเชื้อสายข่าอยู่ที่ ตำบลกกตูม บ้านสานแว้ บ้านคำผักกูด บ้านโคกกุง บ้านปากช่อง บ้านหินกอง ซึ่งในเขตภูพานต่อเขตกับจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัด สกลนคร จนมีคำกล่าวในอดีตว่า บ้านคำผักแพว แปวป่องฟ้า พาเซโต โซไม้แก่นแท่นหินลับ ซับห้วยแข้ แง้หอยมะบาน ด่านสามหัวขัว น้ำบ่อบุ้น ยางสามต้น อ้นสามขุย ซึ่งปัจจุบันนิคมสร้างตนเองของกรมประชาสงเคราะห์ ที่อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหารได้อพยพพวกไทยข่า (บรู) จากภูพาน ซึ่งเป็นรอยต่อ 4 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ สกลนคร นครพนม และ มุกดาหารจำนวน 171 ครอบครัว ไปอยู่ที่ หมู่บ้านร่มเกล้า ของนิคมสร้างตนเองคำสร้อย โดยได้จัดสรรที่ดินให้ทำกินและปลูกบ้านเรือนให้เป็นหมู่บ้านชาวไทยข่าตลอดทั้งได้ช่วยเหลือให้ราษฏรเหล่านี้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านที่เท่าเทียมกับหมู่บ้านอื่น ๆ จารีตประเพณีของชาวข่า (บรู) การสู่ขอเพื่อขอแต่งงานต้องมีล่าม 4 คน(ชาย 2 หญิง 2) เทียน4 เล่ม และเงินหนัก 5 บาท เมื่อแต่งงานต้องมีเหล้าอุ(เหล้าไห) 2 ไห ไก่ 2 ตัว ไข่ 8 ฟอง เงินหนัก 2 บาทหมู 1 ตัว และกำไรเงิน 1 คู่การทำผิดประเพณี (ผิดผี) เช่น ห้ามลูกสะใภ้ เข้าห้องนอนก่อนผัว ห้ามลูกสะใภ้รับของจากพ่อผัวห้ามลูกเขยที่เข้าออกในบ้านออกจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ลูกเขยพกมีดหรือสวมหมวกเข้าบ้านพ่อตา หรือกินข้าวร่วมกับแม่ยาย การผิดจารีตประเพณี(ผิดผี) เช่นนี้ ลูกเขยต้องใช้เงิน 5 บาท หมู 1 ตัว ดอกไม้ธูปเทียน 2 คู่บุหรี่พื้นบ้านมวนด้วยใบตอง 2 มวน หมากพลู 2 คำ นำไปคารวะต่อผี (วิญญาณ)ของบรรพบุรุษที่มุมบ้านด้านตะวันออก หรือที่เตาไฟ หากเป็นลูกสะใภ้ก็ต้องใช้ผ้าขาวม้า 1 ผืน ผ้าซิ่น 1 ผืน ดอกไม้ธูปเทียน 2 คู่ หมากพลู2 คำ บุหรี่ใบตอง 2 มวน ไปคารวะ ต่ผีเช่นเดียวกัน
ชาวกะโซ่ บางแห่งก็เรียกว่า โซ่ หรือ โส้ แต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานเขียนว่า กะโซ่ แต่ก็ยังมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกเดียวกับ ลาวโซ่ง ในจังหวัดเพชรบุรี นครปฐม และสุพรรณบุรีแต่แท้จริง ลาวโซ่ง คือพวกไทยดำ ที่อพยพมาจากเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู ในสมัยกรุงธนบุรี ส่วน
คำว่า
กะโซ่ มาจากคำว่า ข่าโซ่ หมายถึงข่าพวกหนึ่งในตระกูลมอญเขมร
กะโซ่ตามลักษณะและชาติพันธุ์
ถือว่าอยู่ในกลุ่ม มองโกลอยด์ มีภาษาและวัฒนธรรม แตกต่างกันไปจากพวกข่าอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ภาษาของกะโซ่ก็ยังถือว่าอยู่ในตระกูลออสโตรอาเซียติค สาขามอญเขมรหรือ กะตุ (KATUIC)ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวกะโซ่อยู่ที่เมืองมหาชัยแขวงคำม่วน และแขวงสุวรรณเขตของลาว ส่วน ข่าอีกพวกหนึ่งที่อพยพมาจากแขวงอัตปือของลาว ไปอยู่ในเขตจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ เรียกว่าพวกส่วย หรือ กุย พูดภาษาเดียวกับพวกกะโซ่ พวกกะโซ่ที่อพยพข้ามโขงมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ตั้งบ้านตั้งเมืองหลายเมืองคือ
เมืองรามราช เป็นชาวกะโซ่จากเมืองเชียงฮ่ม (อยู่ในแขวสุวรรณเขตของลาว) ตั้งเป็นเมืองรามราชขึ้นเมืองนครพนม เมื่อ พ.ศ.2387 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท้าวบัว จากเมืองเชียงฮ่มเป็น พระอุทัยเทศ เจ้าเมืองปัจจุบันยุบเป็นตำบลรามราชขึ้นอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
เมืองสุมาลย์มณฑล เป็นชาวกะโซ่ที่อพยพมาจากเมืองมหาชัย (อยู่ในแขวงคำม่วน)ของลาว อพยพมาตั้งอยู่ที่เมืองกุดสมาร ตั้งขึ้นเป็นเมือง กุสุมาลย์มณฑล ขึ้นเมืองสกลนคร เมื่อ พ.ศ. 2387 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งให้เพี้ยเมืองสูง หัวหน้าชาวกะโซ่เป็น พระอารัญอาษา เจ้าเมือง ปัจจุบันคือท้องที่อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนครนอกจากนี้ยังมีชาวกะโซ่อยู่ในท้องที่อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม อีก เช่น ที่ตำบลโคกสูง และที่บ้านวังตามัว เขตอำเภอเมืองนครพนม ในจังหวัดมุกดาหาร มีชาวกะโซ่อยู่ในท้องที่ อำเภอดงหลวงเป็นส่วนมาก ซึ่ง
อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2359 หัวหน้าชาวกะโซ่ อำเภอดงหลวง ต่อมาได้เป็นกำนันบรรดาศักดิ์ว่าหลวงวาโนไพรพฤกษ์ ชาวกะโซ่ในอำเภอดงหลวง ส่วนมากจะใช้นามสกุลเดียวกันหมด คือ วงศ์กะโซ่วัฒนธรรมของชาวกะโซ่ที่ยังรักษาไว้ เป็นเอกลักษณ์ประจำเชื้อสายที่เด่นชัด คือ พิธีกรรม
โซ่ถั่งบั้ง หรือ สลา เป็นพิธีกรรมในการบวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ ประจำปี หรือ การเรียกขวัญรักษาคนเจ็บไข้ และพิธีกรรม ซางกระมูด ในงานศพ
1. พิธีกรรม โซ่ถั่งบั้ง เป็นพิธีกรรมของชาวกะโซ่ คำว่า โซ่ หมายถึง ชาวกะโซ คำว่า ถั่ง หมายถึงกระทุ้งหรือกระแทก คำว่า บั้ง หมายถึง บ้องกระบอกไม้ไผ่ โซ่ถั่งบั้ง คือ พิธีกรรมที่ใช้กระบอกไม้ไผ่ยาวประมาณ3 ปล้อง กระทุ้งดินเป็นจังหวะ มีการร่ายรำและร้องรำไปตามจังหวะ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้เสด็จตรวจราชการภาคอีสาน เมื่อ พ.ศ.2449 เมื่อเสด็จถึงเมืองกุสุมาลย์(อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร) ซึ่งเป็นชาวกะโซ่ได้ทรงบันทึกการแสดงโซ่ถั่งบั้งหรือสลาในการรับเสด็จไว้ว่า......สลามีหม้อดิน ตั้งกลางแล้วมีคนต้นบทคนหนึ่ง คนสะพายหน้าไม้ และลูกสำหรับยิงคนหนึ่ง คนตีฆ้องเรียกว่า
พะเนาะคนหนึ่ง คนถือไม้ไผ่สามปล้องสำหรับกระทุ้งดินเป็นจังหวะสองคน คนถือชามสองมือสำหรับติดเทียนรำคำหนึ่ง คนถือตะแกรงขาดสองมือสำหรับรำคนหนึ่ง คนถือสิ่วหักสำหรับเคาะจังหวะคนหนึ่ง รวม 8 คน เดินร้องรำเป็นวงเวียนไปมาพอได้พักหนึ่ง ก็ดื่มอุและร้องรำต่อไป.........
2. พิธีซางกระมูด เป็นพิธีกรรมของชาวกะโซ่ ก่อนนำศพลงจากบ้านเรือน คำว่า ซางหมายถึงการกระทำหรือการจัดระเบียบ กระมูด แปลว่า ผี ซางกระมูด หมายถึงการจัดพิธีเกี่ยวกับคนตาย ชาวกะโซ่ถือว่าเมื่อคนตายไปแล้วจะเป็นผีดิบ จึงต้องกระทำพิธีซางกระมูดเสียก่อน เพื่อให้ผีดิบและวิญญาณของผู้ตายได้สงบสุขมิฉะนั้นอาจทำให้ญาติพี่น้องของผู้ตายเจ็บป่วยได้อีก
อุปกรณ์ในพิธีซางกระมูดประกอบด้วย ขันโตก (ขันกระหย่องสานด้วยไม้ไผ่) สองใบเป็นภาชนะใส่อุปกรณ์ต่างๆ มีไม้ไผ่สานเป็นรูปจักจั่น 4 ตัว(แทนวิญญาณของผู้ตาย) นอกจากนั้นยังมีพานสำหรับยกครู(คาย)ประกอบด้วยขันธ์ห้า คือเทียน 5 คู่ ดอกไม้สีขาวเช่น ดอกจำปาเช่น ดอกจำปา (ลั่นทม) 5 คู่ เหรียญเงิน 12 บาทไข่ไก่ดิบหนึ่งฟอง ดาบโบราณ หนึ่งเล่ม ขันหมากหนึ่งขัน มีดอกไม้อยู่ในขันหมาก 1 คู่ เทียน 1 คู่ พร้อมด้วยบุหรี่มวนด้วยใบตองและเทียนสำหรับจุดทำพิธี 1 เล่ม ล่าม หรือ หมอผีจะเป็นผู้กระทำพิธีและสอบถามวิญญาณของผู้ตาย เมื่อทราบความต้องการของวิญญาณของผู้ตายแล้ว ญาติก็จะจัดหาสิ่งของไว้บวงสรวงดวงวิญญาณ
3. พิธีเหยา ในการรักษาคนเจ็บป่วย หรือเรียกขวัญ คล้ายกับพิธีกรรมของชาวไทยอีสานทั่วไป เพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้เจ็บป่วย โดยหมอผีจะทำหน้าที่เป็นล่ามสอบถามวิญญาณ ของบรรพบุรุษว่าได้ล่วงเกินไปหรือผิดจารีตประเพณีอย่างไรบ้าง
ชาวไทยกะโซ่มักมีผิวกายดำคล้ำเช่นเดียวกับพวกข่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกการแต่งกายของชาวกะโซ่ไว้ในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ ภาค 4 เมื่อ พ.ศ.2449 ว่า.....ผู้หญิงไว้ผมสูง นุ่งซิ่นสวมเสื้อกระบอกย้อมคราม ห่มผ้าแถบผู้ชายแต่งกายอย่างคนเมือง แต่เดิมว่านุ่งผ้าเตี่ยวไว้ชายข้างหน้าข้างหนึ่ง .....
5.ชาวไทยกะเลิง
ปัจจุบันผู้ชายกะเลิงที่สักขาลายตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นไปถึงบั้นเอว ยังมีหลงเหลืออยู่บ้างในท้องที่อำเภอดอนตาล
เช่นที่ตำบลนาสะเม็ง และในท้องที่อำเภอคำชะอี ที่ตำบลบ้านซ่ง
บางหมู่บ้านตำบลเหล่าสร้างถ่อ บางหมู่บ้าน และที่บ้านโนนสังข์ บ้านนาหลวง จังหวัดมุกดาหาร
ชาวกะเลิงมีผิวกายดำคล้ำผมหยิกเช่นเดียวกับพวกข่า และกะโซ่ อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ มองโกลอยด์ ตามตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งขุนทั้งสามผู้เป็นใหญ่ คือ ขุนเค็ก ขุนคาน และปู่ลางเซิน ได้ขอร้องต่อพญาแถน ซึ่งถือว่าเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองโลกตามความเชื่อของชาวอีสาน ซึ่งขุนทั้งสามขอกลับลงไปอยู่ใน
โลกมนุษย์โดยอ้างว่า ......ข้อยนี้ก็อยู่เมืองบนก็บ่แก่น แล่นเมืองฟ้าก็บ่เป็น..... พญาแถนจึงให้ลงมาเกิดที่เมืองมนุษย์ที่ เมืองแถน หรือ เมืองน้ำน้อย อ้อยหนู ซึ่งอยู่ในแค้วนสิบสองจุไทย พร้อมกับได้ส่งควายให้ลงมาเกิดในเมืองแถนด้วย เพื่อจะได้ใช้ทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพต่อมาควายได้ตาย ซากของควายเกิดเป็น น้ำเต้าปุง ต่อมาในน้ำเต้าปุงได้เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นหลายเผ่าพันธุ์ มนุษย์เหล่านั้นร่ำร้องอยากออกมาสู่โลกมนุษย์ ขุนทั้งสาม จังเอาเหล็กซี(เหล็กปลายแหลมเผาไฟ) เจาะรูน้ำเต้าปุง เพื่อให้มนุษย์เล่านั้นออกมา มนุษย์พวกแรกที่ ออกมาคือ พวกข่า กะโซ่ กะเลิง แต่เนื่องจากเหล็กซีที่เผาไฟเจาะรูน้ำเต้าปุง เต็มไปด้วยคราบเขม่าไฟสีดำ พวกข่า กะโซ่ กะเลิง ที่ออกมาจากน้ำเต้าปุงก่อนเผ่าอื่น ๆ จึงมีผิวดำคล้ำมอมแมมต่อมาถึงลูกหลานทุกวันนี้ แต่ยังมีเผ่าอื่น ๆ ที่ยังเหลืออยู่ในน้ำเต้าปุงอีกมาก ขุนทั้งสามจึงใช้สิ่วเจาะรูน้ำเต้าปุงให้กว้างยิ่งขึ้น เผ่าอื่น ๆ รุ่นหลังที่ออกมา เช่น ไทยเลิง ไทยลอ ไทยกวางฯลฯ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของไทย ลาว ผู้ไทย ที่ออกมารุ่นหลังนี้ได้รีบไปอาบน้ำชำระร่างกาย ในหนองน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงมีผิวกายขาวผ่องยกเว้น พวก ข่า กะโซ่ และกะเลิง ซึ่งออกมารุ่นแรกจากน้ำเต้าปุงที่เจาะด้วยเหล็กซีเผาไฟ จึงมีคราบเขม่าไฟติดตามร่างกาย และกลัวความหนาวเย็นไม่ยอมไปอาบน้ำชำระร่างกาย จึงมีผิวดำคล้ำแทบทุกคนถึงอย่างไร ก็ตามพวกข่า กะโซ่ และกะเลิงก็ออกมาจากน้ำเต้าปุงก่อนเผ่าอื่น ๆ จึงถือว่าเป็นพี่ใหญ่(อ้ายกก) ย่อมมีสติปัญญาเหนือกว่าเผ่าอื่น ๆ ตามตำนานยังเล่าว่าพวกข่า กะโซ่ และกะเลิง เคยมีตัวหนังสือมาตั้งแต่อดีต โดยจารึกตัวหนังสือไว้ในหนังควาย แต่ว่าพวกข่า กะโซ่ และกะเลิง ได้ทำสงครามแย่งชิงถิ่นที่อยู่กับชาวผู้ไทยมาตลอดจนแม่ทัพนายกองสิ้นชีวิตไปหลายคน ในระหว่างทำสงคราม ได้ถูกสุนัขลักลอบเข้าไปในวังของกษัตริย์ แล้วคาบเอาหนังควายที่จารึกอักษรข่า กะโซ่ และ กะเลิงไปกินเป็นอาหารเสียสิ้น พวกข่า กะโซ่ และกะเลิง จึงไม่มีหนังสือขีดเขียนเป็นอักษรของตนอีก
6.
ชาวไทยแสก
แสก คือ คนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่ เมืองแสก เมืองแสกปัจจุบันเป็นเมืองร้าง อยู่บริเวณบ้านหนาดบ้านตอง ในแขวงคำม่วนของดินแดนลาว และอยู่ห่างจากชายแดนเวียดนามประมาณ 20 กิโลเมตร(จากเอกสาร ร.5 ม,212 ก.หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
เมืองแสกเคยอยู่ในพระราชอาณาจักรไทย
ก่อน ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) เป็นภาษาไทยลาว ปนญวน
เพราะว่าอยู่ใกล้ชิดติดกับเขตแดนญวนและมีขนบธรรมเนียมของญวน
(เวียดนาม) ปะปนอยู่ด้วยเช่น ตรุษแสกหรือตรุษญวน (กินเตด
หรือ กินเตนเคน) ในวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 3 เพื่อบวงสรวงดวงวิญญาณของ
เจ้าองค์มู (องค์มู เป็นชื่อในภาษาญวน) ซึ่งชาวแสกถือว่าเป็นบรรพบุรุษที่ช่วยคุ้มครองรักษาชาวแสกให้ปราศจากภยันตรายทั้งปวงชาวแสกเคยมีประวัติว่าเป็นนักรบที่ห้าวหาญ
ในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี) แม่ทัพไทยซึ่งยกทัพไปปราบปรามเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์
และไปตั้งทัพอยู่ที่เมืองนคร ได้แต่งตั้งให้ ฆานบุดดี หัวหน้าชาวแสกเป็น
หัวหน้ากองอาทมาต เป็นกองลาดตะเวนรักษาชายแดนพระราชอาณาเขตซึ่งติดกับเขตแดนญวน ต่อมาได้อพยพชาวแสกให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตเมืองนครพนม
เมืองสกลนคร และเมืองมุกดาหารทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ตั้งให้ฆานบุดดีเป็น หลวงตาเอกอาษา เจ้าเมืองอาทมาตขึ้นเมืองนครพนม เมื่อ พ.ศ.2387 ในสมัยรัชกาลที่ 3
(จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1206 เลขที่ 58 หอสมุดแห่งชาติ)
ไทยแสกได้กระจัดกระจายอยู่ในท้องที่เมืองสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ผู้หญิงแสกนิยมการแต่งกายที่แปลกกว่าที่ชาวอีสานทั่วไป คือ นุ่งผ้าซิ่นสองชั้นและปล่อยให้ผ้าซิ่นชั้นในแลบออกมา เป็นเอกลักษณ์ของผู้หญิงชาวแสก ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวแสก คือ แสกเต้นสาก หรือ รำลาวกระทบไม้ แม้ในปัจจุบันก็ยังนิยมเล่นกันอยู่ในเทศกาลเดือน 3 (ตรุษแสก) ทุกปี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเล่าถึงการแสดงแสกเต้นสาก เมื่อ เสด็จตรวจราชการเมืองนครพนม เมื่อพ.ศ. 2449 ไว้ว่า เขาพาพวกผู้หญิงแสกมาเล่นให้ฉันดูอย่างหนึ่งเรียกว่า แสกเต้นสาก มีผู้หญิง 10 คู่ นั่งหันหน้าเข้าหากันเรียงเป็นแถว แต่ละคนถือปลายไม้พลองมือละอันทั้งสองข้าง วางไม้พลองบนไม้ขอนที่วางทอดไว้ตรงหน้าสองท่อนมีทางอยู่ตรงกลาง เวลาเล่น 10 คู่ นั้น ขับร้องแล้วเอาไม้พลองที่ถือลงกระทบไม้ขอนพร้อม ๆ กันเป็นจังหวะ จังหวะหนึ่ง จังหวะสอง ไม้พลองห่างกัน จังหวะที่สามรวบไม้พลองเข้าชิดกัน มีผู้หญิงสาว 4 คน ผลัดกันเต้นทีละคู่ เต้นตามจังหวะไปในระหว่างช่องไม้พลองที่คนถือนั้น 10 คู่ ต้องระวังเมื่อถึงจังหวะที่สาม อย่าให้ไม้พลองหนีบข้อตีน กระบวนเล่นมีเท่านี้....
7.
ไทยย้อ
ไทยย้อเป็นชาวไทยในภาคอีสานอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมักเรียกตัวเองว่า ไทยย้อ เช่น ชาวย้อในจังหวัดสกลนคร , ชาวย้อ ในตำบลท่าขอนยาง(เมืองท่าขอนยาง) อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม , ชาวย้อ ในอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม และชาวย้อในตำบลดงเย็น อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
ภาษาและสำเนียงของชาวย้ออาจผิดเพี้ยนไปจากชาวอีสานทั่วไปบ้างเล็กน้อย
ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวย้อ มีผู้ค้นพบว่าเดิมอยู่แคว้นสิบสองปันนา
หรือ ยูนาน ต่อมาชาวย้อบางพวกได้อพยพลงมาตามลำน้ำโขง
เพื่อเลือกหาที่ตั้งบ้านตั้งเมืองที่อุดมสมบรูณ์กว่าที่อยู่เดิมจนในที่สุดชาวย้อกลุ่มหนึ่งได้พบว่า
ตรงปากน้ำสงครามริมฝั่งโขงเป็นที่อุดมสมบรูณ์ มีปลาชุกชุม
จึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นเมืองไชยบุรี เมื่อ พ.ศ.2350 (สมัยราชกาลที่ 1)
ต่อมาเมื่อเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์เป็นกบฏต่อกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2369 ไทยย้อเมืองไชยบุรีถูกกองทัพเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์กวาดต้อนให้อพยพข้ามโขงไปด้วย
โดยให้ไปตั้งอยู่ที่เมืองหลวงปุงเลง เมืองคำเกิด
เมืองคำม่วน ในแขวงคำม่วน ของลาว
ต่อมากองทัพไทย ได้กวาดต้อนให้ไทยย้อ
ให้อพยพข้ามโขงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไทยย้อกลุ่มหนึ่งตั้งขึ้นเป็นเมืองท่าอุเทน เมื่อ พ.ศ.2373 ให้ไทยย้อที่อพยพข้ามโขงมาตั้งที่บ้านท่าขอนยาง
เป็นเมืองท่าขอนยาง ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ (ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย
จังหวัดมหาสารคาม)ให้ท้าวคำก้อนจากเมืองคำเกิดเป็นพระสุวรรณภักดี
เจ้าเมืองท่าขอนยาง จึงมีไทยย้อ ที่ตำบลท่าขอนยาง
บ้านกุดน้ำใส บ้านยาง บ้านลิ้นฟ้า
บ้านโพน และยังมีไทยย้อที่บ้านนายุง จังหวัดอุดรธานี
บ้านกุดนางแดง บ้านหนามแท่งอำเภอพรรณานิคม บ้านจำปา
บ้านดอกนอ บ้านปุ่งเป้า บ้านนาสีนวน อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร บ้านโพนสิม บ้านหนองแวง บ้านสา อำเภอยางตลาด บ้านหนองไม้ตาย อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ไทยย้อเมืองสกลนคร อพยพมาจากเมืองมหาชัย (แขวงคำม่วนของลาว)
มาตั้งอยู่ริมน้ำหนองหานสมัยรัชกาลที่ 3 ตั้งขึ้นเป็นเมืองสกลนครเมื่อ
พ.ศ.2381
(จากเอกสาร ร.3 จ.ศ.1200 เลขที่ 10 หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
ในจังหวัดมุกดาหารมีไทยย้อที่อพยพมาจากเมืองคำม่วนตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลดงเย็น อำเภอเมืองมุกดาหาร และอยู่ในท้องที่อำเภอนิคมคำสร้อยอีกหลายหมู่บ้าน
8.
ไทยกุลา
คำว่า กุลา มาจากภาษาพม่าซึ่งแปลว่า คนต่างถิ่น กุลา คือพวกเงี้ยวหรือตองซู่ในรัฐไทยใหญ่ของพม่า เงี้ยวหรือตองซู่ เมื่อเดินทางมาค้าขายในภาคอีสานถูกชาวอีสานในอดีตเรียกขาน และตั้งชื่อให้ใหม่ว่าพวก กุลาคำว่า กุลา เดิมหมายถึง พวกแขกบังคล่า (บังคลาเทศ ในปัจจุบัน) ต่อมาเมื่อเห็นพวกไทยใหญ่หรือเงี้ยวรูปร่างสูงใหญ่นุ่งกางเกงขายาวปลายบาน โพกศีรษะทรงสูงเข้ามาค้าขายในภาคอีสานก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกเดียวกับพวกแขกบังคล่า จึงเรียกพวกไทยใหญ่หรือเงี้ยวว่ากุลา ต่อมาเมื่อเห็นพวกแขกขาวเช่นมาจาก อาฟกานิสถาน อิหร่าน ฯลฯ ก็เลยเรียกว่าพวกกุลาขาว และเรียกพวกมาจากบังคลาเทศ จากอินเดีย และจากพม่าว่ากุลาดำพวกเงี้ยว หรือกุลาชอบเร่ร่อนมาค้าขายในภาคอีสานจนมีชื่อเป็นอนุสรณ์ว่าทุ่งกุลาร้องไห้ พวกกุลาชอบนำเอาผ้าแพรพรรณ หรือ เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตตลอดทั้งเครื่องทองเหลือง เช่น ฆ้อง มีด ดาบ ฯลฯ มาเร่ขายในภาคอีสาน แล้วซื้อวัว ควาย กลับไปพม่า กุลาบางพวก ได้ตั้งรกรากแต่งงานกับชาวไทยอีสานและผู้ไทย เช่น ที่เมืองเรณูนคร ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนมและที่เมืองหนองสูง เขตเมืองมุกดาหาร จนมีบุตรหลานสืบเชื้อสายต่อมากุลาเหล่านี้ในอดีตมีสัญชาติ และอยู่ในบังคับในอดีตเรียกว่าอยู่ในสัปเยกต์ (SUBJECT-บังคับ)ของอังกฤษ เพราะพม่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อกุลาเกิดคดีความขึ้น ต้องรายงานให้สถานทูตอังกฤษทราบทุกครั้งกุลามีรูปร่างสูงใหญ่ ชอบนุ่งโสร่งหรือกางเกงขายาวปลายบานถึงข้อเท้าและโพกศีรษะทรงสูงในสมัยรัชกาลที่ 5 กุลาหรือเงี้ยวนำฝิ่นมาค้าขายอยู่ในเขตเมืองหนองสูง เขตเมืองมุกดาหารเป็นจำนวนมากต่อมาได้ตั้งรกรากอยู่ที่ทุ่งหมากเฒ่า เมืองหนองสูง ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมาย บ้านเมือง และก่อการจลาจลขึ้นที่ทุ่งหมากเฒ่า เมืองหนองสูง ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง และก่อการจลาจลขึ้นที่ทุ่งหมากเฒ่า เมื่อ พ.ศ. 2446 ทางเมืองมุกดาหารต้องขอกำลังจากมณฑลอุดรมาช่วยปราบปราม เมื่อปราบปรามเสร็จแล้วจึงแยกย้ายพวกกุลาให้แยกกันออกไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตเมืองหนองสูง รวมทั้งในเขตอำเภอคำชะอี หลายหมู่บ้าน
ส่วนบริเวณทุ่งหมากเฒ่า ต่อมาได้ตัดแบ่งเขตให้ไปอยู่ในเขตอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านขุมขี้ยาง ในปัจจุบัน