

การติดต่อเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม
คำว่า เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม หมายถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คือ พนักงานสอบสวน อัยการ ศาล ทนายความ ราชทัณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายคดีอาญาซึ่งจะต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน การมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่เหล่านี้จึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รู้จักแต่หน้าตากันอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องรู้ถึงขอบเขตความรับผิดชอบของคนเหล่านั้นด้วย
พนักงานสอบสวน
คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาค้นหาหลักฐาน สอบสวน
และสรุปสำนวนว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ แล้วจึงส่งเรื่องไปยังอัยการ
อัยการ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทนายแผ่นดิน
มีหน้าที่ในการตัดสินว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่หลังจากที่ได้รับสรุปสำนวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
ศาล
คือ ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคดีความต่าง ๆ ตามกฎหมาย
ทนายความ
คือ ตัวแทนที่ฝ่ายโจทก์ (ผู้ได้รับความเสียหาย) และ จำเลย (ผู้ต้องหา)
ตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนในการว่าความหรือแก้ต่างในเรื่องต่าง ๆ
เพื่อให้ศาลนำไปพิจารณาตัดสิน
บุคคลดังกล่าวจะต้องมีใบอนุญาตจากสภาทนายความให้ประกอบอาชีพทนายความได้
และเราไม่จำเป็นต้องตั้งทนายความก็ได้
หากมั่นใจว่าเราสามารถว่าความด้วยตัวเองในคดีได้
ราชทัณฑ์
มีหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาหลังจากที่ตัดสินจำคุกแล้ว เรียกง่าย ๆ ก็คือ ผู้คุม
จะคอยดูแลการเยี่ยมนักโทษ ดูแลความเป็นอยู่ของนักโทษในห้องขัง
ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บทเรียนแรกที่ท่านต้องศึกษาเป็นพื้นฐานคือ คดีอาญา
การติดต่อเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม
1. คดีอาญาแผ่นดิน เป็นคดีที่คู่ความตกลงยอมความกันไม่ได้ ถือเป็นการกระทำผิดทางอาญาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์ทั่วไป ความผิดที่รัฐเข้าไปควบคุมการดำเนินการในกิจการที่สำคัญหรือร้ายแรงได้แก่ การค้ายาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า การพนันเถื่อน หวยเถื่อน คอร์รัปชั่น ซึ่งความผิดทางอาญาแผ่นดินส่วนมากจะเกิดความเสียหายแก่ทั้งรัฐและประชาชนด้วย
2. คดีอาญาที่ยอมความกันได้ การกระทำผิดอาญาที่ไม่ก่อผลกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทั่วไป แต่เป็นความผิดส่วนตัวที่มีผลต่อผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะ ซึ่งเท่าที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญาว่ายอมความกันได้มีหลายประการ ดังนี้
2.1 การเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้การลอกเลียนป้ายจนทำให้คนหลงเชื่อ การปล่อยข่าวลือเพื่อให้เกิดประโยชน์กับการค้าของตน
2.2 ความผิดฐานหมิ่นประมาท
2.3 ความผิดฐานเปิดเผยความลับ
2.4 ความผิดหมวดฉ้อโกงทุกมาตรา (ยกเว้นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน)
2.5 ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้
2.6 ความผิดฐานยักยอก
2.7 ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (ยกเว้นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และฐานทำให้พระพุทธรูปหรือวัตถุทางพุทธศาสนาเสียหาย)
2.8 ความผิดฐานบุกรุก (ยกเว้นการบุกรุกโดยใช้กำลังทำร้ายหรือขู่ว่าจะทำร้ายโดยใช้อาวุธหรือร่วมมือกันสองคนขึ้นไป หรือบุกรุกในเวลากลางคืนซึ่งเป็นความผิดยอมความกันไม่ได้)
2.9 ความผิดต่อเสรีภาพฐานข่มขืนใจผู้อื่น หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพทางกาย
2.10 ความผิดเกี่ยวกับเพศ ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงที่ไม่ใช่ภรรยาหรือกระทำอนาจารแก่บุคคลโดยขู่เข็ญหรือใช้กำลังทำร้ายซึ่งหญิงนั้นไม่สามารถขัดขืนได้ และยังรวมถึงความผิดฐานพาหญิงเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง และความผิดฐานซ่อนเร้นหญิงที่ถูกพาไปเพื่อการอนาจาร
2.11 ความผิดตามกฎหมายอื่นที่ถือว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์
ความผิดอันยอมความได้นั้น ผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีด้วยตนเองภายในกำหนดอายุความ 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด ถ้าไม่ทำภายในกำหนดอายุความ จะทำให้ขาดอายุความ และจะฟ้องร้องกันอีกไม่ได้
ผู้มีอำนาจร้องทุกข์
ผู้ได้รับความเสียหาย
หรือผู้มีอำนาจจัดการแทน คือ
ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์
หรือผู้อนุบาลของผู้ไร้ความสามารถ
ผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ร้องทุกข์แทน
ผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคลตามกฎหมาย
เช่น ผู้จัดการบริษัทฯ
ผู้แทนเฉพาะคดี
ในกรณีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
บุพการี หรือ ผู้สืบสันดาน หรือ สามี ภรรยา
ที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์แทนได้
ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญา
1.
ชั้นพนักงานสอบสวน
เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นพนักงานสอบสวนดำเนินการรับแจ้งเหตุและสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเป็นสำนวนคดี ตามกฎหมายได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจดังนี้
v สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและพยานหลักฐาน
v ตรวจค้นตัวบุคคลและสถานที่ต่าง ๆ เพื่อหาพยานหลักฐานและจับกุมผู้ต้องหา
v จับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดี
v ออกหมายเรียกพยาน และผู้ต้องหามาสอบสวนเป็นหลักฐานคดี
v ยึดวัตถุพยานไว้เป็นหลักฐาน
v ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้สอบสวน
v ให้ประกันตัวผู้ต้องหาระหว่างการสอบสวน
v ในความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ พนักงานสอบสวนและควบคุมผู้ต้องหาได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การและที่จะรู้ว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหนเท่านั้น
v ห้ามควบคุมตัวผู้ต้องหาเกินกว่า 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ถูกจับมาถึงที่ทำการของตำรวจ เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นก็สามารถยึดเวลาได้แต่ไม่เกิน 3 วัน
v ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาเกิน 3 วัน ต้องส่งให้ศาลเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น โดย
1. ถ้าเป็นคดีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500 บาท ศาลจะสั่งขังได้ครั้งเดียวไม่เกิน 7 วัน
2. หากเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่ถึง 10 ปี หรือปรับเกินกว่า 500 บาท ศาลมีอำนาจสั่งขังได้หลายครั้งติดต่อกัน ครั้งละไม่เกิน 12 วัน รวมกันแล้วไม่เกิน 48 วัน
3. หากเป็นความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ศาลมีอำนาจสั่งขังได้หลายครั้งติดต่อกัน แต่ครั้งหนึ่งไม่เกิน 12 วัน รวมแล้วไม่เกิน 84 วัน
เมื่อพนักงานสอบสวนรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้วก็จะสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นคดีได้
3 ทางดังนี้
v เห็นควรงดการสอบสวน กรณีไม่มีผู้ต้องหา
v เห็นควรสั่งฟ้อง ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป
v เห็นควรสั่งไม่ฟ้อง จะส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการต่อไป ส่วนตัวผู้ต้องหา หากอยู่ในความรวบคุมของพนักงานสอบสวนก็จะปล่อยตัวไป หากอยู่ในความควบคุมของศาล ให้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวผู้ต้องหาต่อศาล
สำหรับคดีอาญาที่สามารถเลิกกันได้ในชั้นพนักงานสอบสวน
คือ คดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เช่น คดีฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์
เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ และคดีที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบปรับ
และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามกำหนดแล้ว
2.
ชั้นพนักงานอัยการ
เมื่อเรื่องส่งมาถึงชั้นพนักงานอัยการ พนักงานอัยการจะพิจารณาและมีความเห็นคดีไว้ใน 3 ทาง ดังนี้
v งดการสอบสวน กรณีไม่มีผู้ต้องหา
v มีความเห็นสั่งฟ้อง ก็จะนำผู้ต้องหา (ที่อยู่ในความควบคุมหรือประกันตัวไป) ยื่นฟ้องต่อศาล เมื่อศาลรับฟ้องก็จะให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมไว้ตามอำนาจศาล
v มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จะยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวผู้ต้องหากรณีที่ถูกควบคุมอยู่ ถ้าผู้ต้องหามีประกันตัวก็จะปล่อยตัวและคืนหลักทรัพย์ในการประกันตัวชั้นพนักงานอัยการ ให้กับนายประกันไป
3.
ชั้นศาล
ศาลอาญา
จะพิพากษาโดยแยกเป็น 2 กรณีคือ
v ยกฟ้อง
v พิพากษาลงโทษ คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวตามที่กฎหมายกำหนด และจะนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หากไม่สามารถอุทธรณ์ได้คดีก็จะเสร็จสิ้นตามคำพิพากษานั้น
ศาลอุทธรณ์ จะพิพากษาคดีซึ่งแยกได้ 2 กรณี
คือ
v ยกฟ้อง
v พิพากษาลงโทษจำเลย คู่ความมีสิทธิฎีกาตามเงื่อนไขของกฎหมายหากไม่มีการยื่นฎีกาหรือศาลฎีกาไม่รับ คดีก็จะสิ้นสุดและบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
ศาลฎีกา
คำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรมจะน้องมีการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น
ๆ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการลดโทษให้
4. ชั้นราชทัณฑ์ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีจนถึงที่สุดแล้ว จำเลยจะถูกส่งตัวมาอยู่ในความรับผิดชอบในชั้นนี้ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ สามารถ
v ควบคุมตัวจำเลยที่จำคุก
v ดำเนินการลดโทษตามที่กฎหมายกำหนด
v ดูแลการเยี่ยมจำเลยขณะอยู่ในคุก
สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา
1. ตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานเบื้องต้นหากเห็นว่ามีมูลจะประทับรับฟ้องและพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป ถ้าไม่มีมูลก็จะไม่รับฟ้อง
2. พบและปรึกษาทนายสองต่อสอง ในการขอพบทนาย จะต้องร้องขอต่อนายตำรวจเวรประจำการสถานีตำรวจนั้น ๆ โดยเขียนคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจะใช้คำพูดก็ได้ แต่ต้องระบุชื่อทนายความกันด้วย และสำหรับผู้ต้องหาที่ไม่มีเงินจะจ้างทนายความได้ ศาลจะจัดทนายความบริการว่าความให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
3. มีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
4. ได้รับการเยี่ยมตามสมควร คือในเวลาปกติตามที่ทางราชการกำหนด และเวลาอื่น ซึ่งต้องขออนุญาตจากนายตำรวจเวรประจำการผู้รับผิดชอบก่อน
5. ได้รับรักษาโดยเร็วเมื่อเจ็บป่วย ถ้าเจ็บป่วยก่อนถูกควบคุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำผู้ต้องหาที่เจ็บป่วยไปโรงพยาบาลของทางราชการเพื่อรับการรักษา แต่ถ้าเจ็บป่วยในระหว่างถูกควบคุมตัว ร้อยเวรประจำการจะเป็นผู้รายงานต่อสารวัตรหัวหน้าสถานีเพื่อพิจารณาอนุญาตนำตัวส่งโรงพยาบาล
สิทธิในการยื่นคำร้องขอประกันตัว
คือการอนุญาตให้ผู้ต้องหาเป็นอิสระ พ้นจากการถูกควบคุมของเจ้าหน้าที่ในระยะเวลาหนึ่งที่มีกำหนด โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องคือตัวผู้ต้องหาเองหรือผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง อาจเป็นพ่อ แม่ ญาติพี่น้องก็ได้ ผู้ขอประกันต้องเป็นผู้มีความสามารถทำนิติกรรมได้ โดยดำเนินการดังนี้
1. เขียนคำร้องขอประกันต่อพนักงานสอบสวน
2. เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับสัญญาประกันซึ่งต้องลงเวลารับคำร้องไว้ด้วย
3. เจ้าพนักงานจะพิจารณาแจ้งผลการสั่งคำร้องให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
หลักเกณฑ์การพิจารณาให้ประกันตัวผู้ต้องหา
1. ความหนักเบาของข้อหา
2. พยานหลักฐานที่นำมาสืบแล้วมีเพียงใด
3. พฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีเป็นอย่างไร
4. ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันมีความน่าเชื่อถือเพียงใด
5. ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่
6. ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยตัวชั่วคราวมีหรือไม่เพียงใด
หลักประกัน
1.
เงินสด
2. หลักทรัพย์อื่น ๆ เช่น โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3ก) ซึ่งพนักงานที่ดินได้ประเมินราคาไว้แล้ว พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน และสมุดเงินฝากออมสินประเภทประจำใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร ตั๋วแลกเงิน เช็ค หนังสือรับรองของธนาคารเพื่อชำระเบี้ยปรับแทนในกรณีที่ผิดสัญญาประกัน
3. บุคคลค้ำประกัน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในเรื่องการใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวตามนับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 110 และ มาตรา 114 วรรคสอง ดังนี้
|
บุคคล |
วงเงินประกัน |
ข้าราชการพลเรือนระดับ 3-5 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน60,000
บาท |
|
ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่ร้อยตรี
เรือตรี เรืออากาศตรี หรือร้อยตำรวจตรี ถึงพันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรี
หรือพันตำรวจตรี |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงิน
ไม่เกิน 60,000 บาท |
|
ข้าราชการบำนาญตั้งแต่ระดับ
6 หรือเทียบเท่าขึ้นไป |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกับข้าราชการประจำ |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้วงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
สมาชิกสภาจังหวัด |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้วงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
สมาชิกสภาเทศบาล |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
สมาชิกสภาเมืองพัทยา |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
สมาชิกสภาเขตกรุงเทพฯ |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
กรรมการสุขาภิบาล |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
กำนัน |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
ผู้ใหญ่บ้าน |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
ข้าราชการพลเรือนระดับ
6 ถึง 8 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
60,000 บาท |
|
ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่พันโท
นาวาโท นาวาอากาศโท หรือพันตำรวจโท นาวาเอก นาวาอากาศเอก
หรือพันตำรวจเอก |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
200,000 บาท |
|
ข้าราชการตุลาการ
หรืออัยการ ตั้งแต่ชั้น 1 ถึง 2 |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
200,000 บาท |
|
พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกันกับข้าราชการประจำ |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
200,000 บาท |
|
ข้าราชการพลเรือนระดับ
9 ถึง 10 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
500,000 บาท |
|
ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่
พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก
หรือพันตำรวจเอกที่ได้รับอัตราเงินเดือนพันเอก(พิเศษ)นาวาอากาศเอก(พิเศษ)
หรือพันตำรวจเอก(พิเศษ) ถึงพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี
หรือพลตำรวจตรี |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
500,000 บาท |
|
ข้าราชการตุลาการ
หรืออัยการ ตั้งแต่ชั้น 3 ถึง 4 |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
500,000 บาท |
|
พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกันกับข้าราชการประจำ |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
500,000 บาท |
|
ข้าราชการพลเรือน
ระดับ 11 หรือข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
1,000,000 บาท |
|
ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้งแต่พลโท
พลเรือโท พลอากาศโท หรือพลตำรวจโท |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
1,000,000 บาท |
|
ข้าราชการตุลาการ
หรืออัยการ ตั้งแต่ชั้น 5 ขึ้นไป |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
1,000,000 บาท |
|
พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกันกับข้าราชการประจำ |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
1,000,000 บาท |
|
สมาชิกรัฐสภาข้าราชการการเมือง
หรือผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร |
ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน
1,000,000 บาท |
สิ่งที่ห้ามลืมสำหรับผู้ประกัน
แสดงบัตรประจำตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวน
ผู้รับผิดชอบพิจารณาทันที
แสดงหนังสือรับรองจากต้นสังกัดและภาระผูกพันนั้น
ภายใน 5 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ประกัน
ใครที่ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองไว้
แต่หลักประกันยังไม่พอ
ก็สามารถใช้บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้หรือใช้หลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติมได้