โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร - สะหวันนะเขต  

                                         

ความเป็นมา

                    ปี พ.ศ. 2533 ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคแก่ประเทศไทยและสปป.ลาว ศึกษาโครงการก่อสร้างสะพานฯ แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ

                    ปี พ.ศ. 2535 – 2538  รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GREATER MEKONG SUBREGION : GMS) ประกอบด้วย จีน พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา และ ประเทศไทย ได้เห็นพ้องต้องกันในการดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงร่วมกันภายใต้ความร่วมมือช่วยเหลือของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย และจัดให้มีการศึกษา FEASIBILITY STUDY และการคมนาคมขนส่งทางบกในแนว EAST-WEST CORRIDOR ด้วย เพื่อเชื่อมระหว่างพม่า ไทย ลาว เวียดนาม ในแนวเส้นทางเมือง

มะละแหม่งของพม่า แม่สอด ตาก พิษณุโลก ขอนแก่น มุกดาหาร  สะหวันเขต (สปป.ลาว) และ ดองฮา (เวียดนาม) ขณะเดียวกันได้มีการประชุมระดับ รัฐมนตรีของโครงการ GMS และมีมติให้ดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 2 ขึ้นที่ จังหวัดมุกดาหาร – สะหวันเขต ซึ่งเชื่อมโยงกับเส้นทางหมายเลข 9 ใน สปป.ลาว สู่เมืองเว้ ดานัง ของเวียดนาม

                    ปี พ.ศ. 2539 – 2541 ได้จัดให้มีการประชุมผลการศึกษาเพื่อหาจุด (ตำแหน่ง) ของสะพานของทั้งสองประเทศ จนได้ข้อยุติ และตกลงร่วมกันให้ตำแหน่งสะพานฝั่งไทยอยู่ที่บ้านสงเปือย ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือประมาณ 7 กิโลเมตร  และจุดก่อสร้างฝั่งลาวอยู่ที่บ้านนาแก เมืองคันทะบูลี อยู่ห่างจากตัวแขวงสะหวันเขตไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร

                    ปี พ.ศ. 2542 – 2543  รัฐบาลญี่ปุ่น โดย JAPAN INTERNATIONAL COOPERATION AGENCY : JACA  ให้ความช่วยเหลือในการสำรวจ ออกแบบ โครงการ ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2542  พร้อมส่งแบบก่อสร้างฉบับสุดท้ายให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวเมื่อเดือน สิงหาคม 2543

                    เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2544  ได้มีการจัดพิธีลงนามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวขึ้นที่โรงแรมมุกดาหาร แกรนด์ โฮเทล โดยมีนายวันมูหะหมัด – นอร์ มะทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขนส่ง ไปรษณีย์และก่อสร้าง เป็นผู้แทนฝ่ายลาว ตกลงสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติ มุกดาหาร – สะหวันเขต โดยใช้เงินกู้จาก JBIC วงเงินค่าก่อสร้าง 2,550 ล้านบาท ไทยและลาวออกฝ่ายละครึ่ง

รูปแบบสะพาน

                    เป็นสะพานคอนกรีต 2 ช่องจราจร ไม่ทางรถไฟ ผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.50 เมตร ยาว 1,600 เมตร จุดกลับรถอยู่ฝั่งไทย รายละเอียดของโครงการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้         

 

  ส่วนที่ 1 (PACKAGE I) เป็นงานก่อสร้างตัวสะพานด้านฝั่งไทย และฝั่งลาว ค่าก่อสร้าง ประมาณ 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

 

ฝั่งไทย

ฝั่งลาว

ตัวสะพาน 

ตัวสะพาน

คอสะพาน

ถนนคอสะพาน

ถนนเปลี่ยนทิศทางจราจร

 

800

250

79

395

800

200

79

-

1,600  เมตร

450 เมตร

257  เมตร

395  เมตร

รวม

1,524

1,178

2,702  เมตร

 

                    ส่วนที่ 2 (PACKAGE II)  เป็นงานก่อสร้างอาคารด่านควบคุมและถนนเชื่อม ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างด้านฝั่งลาว มีความยาว 2,514 เมตร  ค่าก่อสร้าง 300 ล้านบาท

                     ส่วนที่ 3 (PACKAGE III) เป็นงานก่อสร้างอาคารด่านควบคุมและถนนเชื่อม ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างด้านฝั่งไทย มีความยาว 951 เมตร ค่าก่อสร้าง 250 ล้านบาท

 

ระยะเวลาดำเนินการ

                   

กุมภาพันธ์  2545

-      คัดเลือกบริษัทฯ ที่ปรึกษา

พฤษภาคม  2545

-      ธนาคารอนุมัติรายละเอียดการประกวดราคาและเอกสารการยื่นซอง

สิงหาคม  2545

-       ทำการพิจารณาเอกสารการประกวดราคาขั้นต้นและพิจารณาผลการประกวดราคาขั้นต้นสะพานหลัก

กุมภาพันธ์   2546

-        พิจารณาผลการประกวดราคา

มิถุนายน     2546

-         เจรจาต่อรองเพื่อทำสัญญาและเซ็นสัญญา

มิถุนายน     2549

-        โครงการเสร็จสิ้น รวมระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี

 

สถานภาพปัจจุบัน

                    ความก้าวหน้าของสัญญาเงินกู้ ขณะนี้กระทรวงการคลังเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อลงนามระหว่างรัฐบาลไทย – ญี่ปุ่น เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วจะทำสัญญากับ JBIC

 

                                   ผลที่ได้รับจากการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร - สะหวันนะเขต 

 

                    จากการที่สำนักพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่ชายแดน (สพช.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สคช.) ซึ่งได้รับความช่วยเหลือทางด้านวิชาการจาก JAPAN INTERNATIONAL COORPERATION AGENCY : JICA ดำเนินโครงการศึกษาเพื่อวางแผนพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนต่อเนื่อง 4 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์และสกลนคร รวมทั้ง JACA ยังได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการในรูปแบบเดียวกันดำเนินโครงการศึกษาวางแผนพัฒนาพื้นที่แขวงสะหวันเขตและแขวงคำม่วน สปป.ลาว ให้สามารถพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงในลักษณะ พื้นที่เขตเศรษฐกิจการผลิตร่วม(CO-PRODUCTION AREA)  ซึ่งมีการประชุมภายในประเทศ จำนวน 2 ครั้ง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2543 ที่ กรุงเทพฯ และเดือนมีนาคม 2543  ที่จังหวัดขอนแก่น และการประชุมระหว่างไทย – ลาว จำนวน 2 ครั้ง เมื่อเดือนสิงหาคม 2543 ที่จังหวัดมุกดาหาร และเดือน พฤษภาคม 2544 ที่ สปป.ลาว

                    ในการศึกษาได้มีการเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  คือ

                  จังหวัดนครพนม   มีความเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิต/อุตสาหกรรม

                  จังหวัดกาฬสินธุ์    มีความเหมาะสมที่จะเป็น “นครอุตสาหกรรมสีเขียว” หรือศูนย์แปรรูปผลผลิตการเกษตร

                  จังหวัดสกลนคร    เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยจัดตั้งเป็น “นครวิทยาศาสตร์การเกษตร”

                 จังหวัดมุกดาหาร   เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ หรือ “นครการค้าชายแดน”

 

                   ผลการศึกษาของ สพช./สศช./JICA ได้คัดเลือกให้จังหวัดมุกดาหาร เป็น ประตูด้านตะวันออกสู่ สปป.ลาว และเวียดนามตอนกลาง โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ขึ้นที่จังหวัดมุกดาหาร – แขวงสะหวันเขต เป็นโครงการหนึ่งที่เตรียมรองรับการพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงในทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว กับประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่ชายแดน สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 นี้จะรองรับการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 9 ของ สปป.ลาว ทางแขวงสะหวันเขต   ไปเชื่อมต่อกับเวียดนามตอนกลาง ตลอดไปถึงชายแดนทะเลเข้าบรรจบเส้นทางหมายเลข 1  โดยมีหัวเมืองที่สำคัญของเวียดนาม คือ เมืองกวางตรี เมืองเว้ (เมืองหลวงเก่า) และเมืองดานัง ซึ่งเป็นท่าเรือที่สำคัญสามารถรองรับเรือขนาด 30,000 ตันได้  ซึ่งจะทำให้จังหวัดมุกดาหารกลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้า และพาณิชยกรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกเมืองหนึ่ง

 

                          นอกจากนี้ยังมีโครงการรองรับอีกหลายโครงการ  เช่น

  1. โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองมุกดาหาร สายที่ 1 แยกทางหลวงหมายเลข 212 ที่ กม.167+575 ระยะทาง 8 กม. จะแล้วเสร็จประมาณ เดือนตุลาคม 2544
  2. โครงการก่อสร้างทางหลวงสายหลัก มุกดาหาร – คำชะอี ระยะทาง 35 กม.
  3. โครงการก่อสร้างทางหลวงสายหลัก นิคมคำสร้อย – เลิงนกทา จังหวัดยโสธร ระยะทาง 21 กม.
  4. โครงการก่อสร้างทางหลวง 4 ช่องจราจร เชื่อมตะวันออก – ตะวันตก จากสะพานข้ามแม่น้ำเมย อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มายัง พิษณุโลก ขอนแก่น สิ้นสุดที่จังหวัดมุกดาหาร
  5. โครงการก่อสร้างทางหลวง 4 ช่องจราจร เชื่อมชายฝั่งตะวันออก จากโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกแหลมฉบัง มายังสระแก้ว สุรินทร์ ยโสธร สิ้นสุดที่มุกดาหาร

(มีต่อ)

                              ผลจากการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติ จังหวัดมุกดาหาร – สะหวันเขต และโครงการต่าง ๆ ที่จะมารองรับข้างต้น จะส่งผลให้จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญ และมีบทบาทในด้านต่าง ๆ มากขึ้น คือ

  1. บทบาทในฐานะเป็นประตูการค้าและการลงทุนสู่อินโดจีน
  2. บทบาทในฐานะเป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมที่จะเชื่อมโยงสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน และประตูไปสู่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของไทย (EASTEN SEABORD DEVELOPMENT PROGRAM)
  3. บทบาทในฐานะศูนย์กลางการฟื้นฟูบูรณะอินโดจีน ในแง่การเงินการธนาคาร การบริการด้านวิชาการ การวิจัยและศูนย์กลางการถ่ายทอดเทคโนโลยี่
  4. บทบาทในฐานะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ เชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของกลุ่มประเทศอินโดจีน เช่น นครวัต นครธม ในประเทศกัมพูชา น้ำตกหลี่ผี ในสปป.ลาว และเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ๆ ของประเทศเวียดนาม เป็นต้น

                            

                      เมื่อการก่อสร้างสะพานและโครงการรองรับต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือ ความเจริญเติบโต การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสภาพสิ่งแวดล้อม แรงงานอพยพ ผู้หลบหนีเข้าเมือง  ปัญหาจากคนต่างชาติ นักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวทรุดโทรม ปัญหาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาอาชญากรรมยาเสพติด ผลกระทบจากการถ่ายเทวัฒนธรรมต่างชาติ ปัญหาสังคมอื่น ๆ รวมทั้ง ความมั่นคงปลอดภัยบริเวณชายแดน จังหวัดจึงต้องเตรียมความพร้อมในการรองรับกับผลกระทบและปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา ดังนี้

  1. การเตรียมความพร้อมของคน เร่งเสริมสร้างคุณภาพคน โดยเฉพาะด้านการศึกษาและทักษะการใช้ภาษาสากล (อังกฤษ) จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนจนถึงระดับอุดมศึกษา ปริญญาตรี โดยระยะแรกจะขยายวิทยาเขตหรือสาขาของสถาบันที่มีการสอนในระดับอุดมศึกษา เช่น สถาบันราชภัฎสกลนคร ที่มาเปิดสอนในปี 2544 เป็นปีแรก ขณะที่มุกดาหารได้รับเลือกเป็นจังหวัดนำร่องในการตั้งวิทยาลัยชุมชน ซึ่งจะเริ่มในปี 2545 นี้
  2. การเตรียมทักษะในด้านแรงงานฝีมือ ให้มีคุณภาพและมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น
  3. การเตรียมการด้านการรักษาความปลอดภัย การป้องกันการก่อวินาศกรรมและอุบัติเหตุ อุบัติภัยให้มีความพร้อมอยู่เสมอ
  4. การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การลักลอบขนยาเสพติด แหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย ผู้เสพ และผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อของยาเสพติด เช่น นักเรียน นักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน นักท่องเที่ยว เป็นต้น รวมทั้ง กำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบขนถ่านสินค้าหลบหนีภาษีศุลกากร
  5. จัดระบบผังเมืองรวมของจังหวัดให้ชัดเจน การจัดระเบียบชุมชนเมือง เช่น การจัด ZONING สถานบริการ จุดพักสินค้า คลังกักเก็บสินค้า จุดขนถ่านสินค้า การจัดระบบจราจรที่เหมาะสมและเพียงพอ ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย คล่องตัวและช่วยลดอุบัติเหตุ
  6. จัดเตรียมการก่อสร้าง ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ให้มีความพร้อม เพียงพอต่อความต้องการ
  7. ดำเนินการฝึกอบรม สัมมนา เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เร่งสร้างจิตสำนึก ให้กับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชนประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ปลูกป่าชุมชน ฯลฯ ให้เห็นคุณค่า ความสำคัญและความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
  8. สนับสนุนให้มีการแก้ไข ปรับปรุง ผ่อนคลาย กฎ ระเบียบ ทางการค้า การลงทุน ระหว่างประเทศที่แตกต่างกัน ให้เกิดความสะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
  9. แสวงหาความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศอินโดจีน ด้วยการแลกเปลี่ยนการเยือน หรือการจัดประชุมพบปะหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันและกันอย่างต่อเนื่อง

 

           กล่าวได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับจังหวัดมุกดาหารเมื่อมีการดำเนินการตามโครงการต่าง ๆ จากการศึกษาเพื่อวางแผนพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้มีการประชุมสัมมนาภายในประเทศ ครั้งที่ 3 เพื่อจัดทำรายงานการศึกษาฉบับสุดท้ายและการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน โครงข่ายเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมภายในจังหวัด ระหว่างจังหวัด ระหว่างภาค เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ที่จังหวัดนครพนมไปแล้ว จังหวัดมุกดาหารนอกจากจะเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงด้านธุรกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวแล้ว ยังจะเป็นเมืองศูนย์กลางนานาชาติเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา จีน และ พม่า ด้วย สมกับคำขนานนามว่า จังหวัดมุกดาหารจะเป็นเมืองเชื่อมโยงสู่ประตูอินโดจีน เป็นไข่มุกแห่งอีสาน เป็นหาดใหญ่แห่งอีสานได้อย่างเต็มภาคภูมิ

รวมข่าวโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร - สะหวันนะเขต

5 บริษัทร่วมค้าญี่ปุ่น ชิงเค้กก้อนโตโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขง2 มูลค่า 3,200 บาท

นายใจอาชว์ เจริญศรี ผู้จัดการโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงนานาชาติแห่งที่ 2 เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมาได้มีการขายเอกสารการประกวดราคาให้ผู้รับเหมาที่ผ่านการคัดเลือกคุณสมบัติแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทร่วมค้าของประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทที่มีสิทธิยื่นซองประกวดราคาในการก่อสร้างสำหรับงานส่วนที่ 1 (Package1) ซึ่งเป็นส่วนของงานก่อสร้างสะพานและส่วนประกอบซึ่งฝ่ายไทยและฝ่ายลาว จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับงานก่อสร้างด้านริมฝั่งแม่น้ำโขงของแต่ละฝ่ายจนถึงจุดกึ่งกลางของสะพาน ค่าก่อสร้างประมาณ 2,000 บาท มีทั้งหมด 5 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท ซิมิสึ จำกัด ร่วมกับ บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด 2.บริษัท ไทเซ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ชิโนไทย จำกัด 3.บริษัท คาจิม่า จำกัด ร่วมกับ บริษัท ช.การช่าง จำกัด 4.บริษัท สุมิโตโม่ จำกัด ร่วมกับ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ จำกัด และบริษัท สยามซินเท็ค จำกัด 5.บริษัท โอบายชิ จำกัด ร่วมกับ บริษัท พี.เอส.มิตซูบิชิ จำกัด โดยกำหนดเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 12 พฤษภาคม ที่กรมทางหลวง ซึ่งหากไม่มีปัญหาอะไรในการประกวดราคา ก็จะมีการขออนุมัติเรื่องการเซ็นสัญญาจากทั้งทางฝ่ายไทยและฝ่ายลาวต่อคณะรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่าย และจาก JBIC ( Japan Bank for International Cooperation ) ประเทศญี่ปุ่น และคาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนนี้ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาแล้วบริษัทผู้รับเหมาจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างสะพานประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้งระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะอยู่ในระดับต่ำที่สุด อันเป็นเวลาเหมาะสมที่เขาจะดำเนินการก่อสร้าง

นายใจอาชว์ กล่าวว่า ในส่วนงานก่อสร้างส่วนที่ 2 (Package2) ซึ่งเป็นการก่อสร้างถนนเชื่อม อาคารด่านควบคุมด่านควบคุมและสิ่งปลูกสร้างทางฝั่งลาวทั้งหมด ที่ฝ่ายลาวเป็นผู้รับผิดชอบในการออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 300 ล้านบาท มีบริษัทผู้รับเหมาที่ผ่านการคัดเลือกคุณสมบัติรวม 10 ราย งานก่อสร้างส่วนที่ 3 (Package3) การก่อสร้างถนนเชื่อม อาคารด่านควบคุมด่านควบคุมและสิ่งปลูกสร้างด้านฝั่งไทยทั้งหมด ซึ่งฝ่ายไทยเป็นผู้รับผิดชอบในการออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 250 ล้านบาทมีบริษัทผู้รับเหมาที่ผ่านการคัดเลือกคุณสมบัติจำนวน 9 ราย ซึ่งทั้งหมดจะทำการเปิดซองประกวดราคาพร้อมกันทั้ง 3 สัญญา ในวันที่ 12 พฤษภาคม นี้

นายใจอาชว์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของรายละเอียดการดำเนินงานก่อสร้างล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารสะพานไทย-ลาว หรือ BMC (Bridge Mangement Committee) ได้มีการร่วมประชุมหารือในส่วนของข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลลาว ที่ได้มีการลงนามโดยรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเมือปี 2544 ซึ่งกำหนดไว้ว่าก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างสะพาน จะต้องทำความตกลงในเรื่องของข้อปฏิบัติสำหรับพิธีการต่างๆ ในการควบคุมการเข้าออกสำหรับพื้นที่ที่เรียกว่า พื้นที่ก่อสร้างพิเศษ หรือ FCZ (Free construction Zone) โดยมีการกำหนดพื้นที่บนฝั่งแม่น้ำทั้งทางไทยและลาว เพื่อสำหรับอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่และคนงาน ในการดำเนินการก่อสร้างต่าง ๆ โดยมีการตรวจตราเพียงครั้งเดียวก็จะสามารถเดินทางเข้าออกไปมาระหว่างประเทศได้หากอยู่ในเขตพื้นที่พิเศษแห่งนี้ ข้อการปฏิบัติก็จะมีเรื่องของการตรวจตราของด่านตรวจคนเข้าเมือง พิธีการทางศุลกากร ความปลอดภัยทั้งบนบกและในน้ำ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปเรียบร้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่มีที่ติดขัดก็คือเรื่องของพิธีการด้านการตรวจคนเข้าเมือง ในส่วนของการกำหนดและชนิดของบัตรผ่านแดนที่จะใช้ในพื้นที่ก่อสร้างพิเศษ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้รับจะไปหารือกับทางกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง หากกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบด้วยคณะกรรมการบริหารสะพานไทย-ลาว ก็จะทำเป็นร่างการตกลงเพื่อลงนามต่อไป โดยจะมีการส่งรายละเอียดไปให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนด่านตรวจคนเข้าเมือง ผู้แทนศุลกากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการตรวจสอบก่อนที่จะมีการลงนามในร่างข้อตกลงระหว่างอธิบดีกรมทางหลวงกับปลัดกระทรวงคมนาคม ขนส่งและไปรษณีย์ ของลาว

นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จังหวัดมีความพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงนานาชาติแห่งที่ 2 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างที่คณะกรรมการก่อสร้างสะพานจัดทำรายระเอียด ในเรื่องของการผ่านแดนเข้าเมือง ด้านด่านตรวจคนเข้าเมือง ภาษีศุลกากรและเรื่องรักษาความปลอดภัยทั้งทางบกและทางน้ำ ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยด่านตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร ตำรวจภูธร ตำรวจน้ำ และหน่วยปฏิบัติการตามลำแม่น้ำโขงก็ได้มีการจัดเตรียมกำลังพลไว้คอยให้บริการรักษาความปลอดภัย ระหว่างการก่อสร้างสะพานเรียบร้อยแล้ว

นายเพดสะหมอน วีราพัด รองปลัดกระทรวงคมนาคมขนส่งและไปรษณีย์ สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันการประชุมพิจารณาดำเนินการจัดการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ระหว่างฝ่ายลาวและไทย มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะมีการลงมือก่อสร้าง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประชุมหารือกันในเรื่องการกำหนดเขตพื้นที่พิเศษสำหรับการก่อสร้าง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารก็ได้ให้ความร่วมมือในการพิจารณาเป็นอย่างดีทำให้การดำเนินการมีความคืบหน้าไปมาก นอกจากนี้ยังได้มีการนำเอาปัญหาที่เคยเกิดขึ้นระหว่างการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกขึ้นมาพิจารณาหาแนวทางแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงนานาชาติแห่งที่ 2 อีกด้วย ส่วนบัตรของเจ้าหน้าที่คณะทำงานก่อสร้างสะพานก็ได้มีการแก้ไขปรับปรุงจากการก่อสร้างสะพานแห่งแรกเช่นกัน ส่วนบัตรของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะใช้ในรูปแบบเดิม สำหรับบัตรของกรรมกรก่อสร้างจะให้บริษัทผู้รับเหมาเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการปฏิบัติงานภายในเขตการก่อสร้าง การจัดทำบัตรดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานมากยิ่งขึ้น โดยมีข้อตกลงว่าหากมีถิ่นพำนักอยู่ในลาวทางลาวก็จะเป็นผู้ออกบัตรให้ หากอยู่ในฝั่งไทยทางไทยจะเป็นผู้ออกบัตรให้ เมื่อมีการออกบัตรแล้วก็จะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแต่ละฝ่ายทราบว่าได้มีการออกบัตรให้กับผู้ใดบ้าง เพื่อให้สะดวกต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ในส่วนของการจัดเตรียมโครงการต่างๆ ไว้ร้องรับการก่อสร้างสะพานนั้น ขณะนี้การได้มีการเวนคืนที่ดินในเขตที่จะมีการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างสะพานไว้ด้วยเช่นกัน สำหรับถนนหมายเลข 9 ซึ่งจะเชื่อมต่อสะพานด้านฝั่งลาวไปจดเมืองลาวบาวของเวียดนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซมและมีความรุดหน้าไปมาก คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2547 นอกจากนี้ยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมายที่จะจูงใจให้มีการเข้ามาลงทุนและพำนักอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งได้มีการประกาศจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการลงทุน การท่องเที่ยวและการบริการต่างๆ ซึ่งเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ต่างๆ มีการกำหนดโดยคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้แขวงสะหวันนะเขตเป็นเพียงแค่ทางผ่านจากเวียดนามไปไทยหรือไทยไปเวียดนาม

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงนานาชาติแห่งที่ 2 ที่ตั้งของสะพานด้านฝั่งไทยจะอยู่บริเวณบ้านสงเปือย ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองมุกดาหารประมาณ 7 กิโลเมตร ส่วนฝั่งลาวอยู่ระหว่างบ้านท่าอุดมและบ้านนาแก เมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขต อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองคันทะบุรีประมาณ 5 กิโลเมตร มีรูปแบบเป็นสะพานคอนกรีต 2 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.5 เมตร ความยาวสะพานประมาณ 1.600 เมตร ถนนเชื่อมคอสะพานด้านฝั่งไทยยาว 250 เมตร ส่วนด้านฝั่งลาวยาว 200 เมตร ค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,200 ล้านบาท แยกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย
ส่วนที่ 1 (Package1) ซึ่งเป็นส่วนของงานก่อสร้างสะพานและส่วนประกอบซึ่งฝ่ายไทยและฝ่ายลาว จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับงานก่อสร้างด้านริมฝั่งแม่น้ำโขงของแต่ละฝ่ายจนถึงจุดกึ่งกลางของสะพาน ค่าก่อสร้างประมาณ 2,000 บาท
ส่วนที่ 2 (Package2) ซึ่งเป็นการก่อสร้างถนนเชื่อม อาคารด่านควบคุมด่านควบคุมและสิ่งปลูกสร้างทางฝั่งลาวทั้งหมด ที่ฝ่ายลาวเป็นผู้รับผิดชอบในการออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 300 ล้านบาท
ส่วนที่ 3 (Package3) การก่อสร้างถนนเชื่อม อาคารด่านควบคุมด่านควบคุมและสิ่งปลูกสร้างด้านฝั่งไทยทั้งหมด ซึ่งฝ่ายไทยเป็นผู้รับผิดชอบในการออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 250 ล้าน
ส่วนที่ 4 เป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาโดยทั้งฝ่ายไทยและลาวรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเท่ากันฝ่ายละประมาณ 300 ล้านบาท

กรมทางหลวงเตรียมลงนามว่าจ้างโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง 2 รอเพียง อสส.เห็นชอบ

นายทรงศักดิ์ แพเจริญ วิศวกรใหญ่ด้านควบคุมการก่อสร้าง กรมทางหลวง ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติมุกดาหาร – สะหวันนะเขต เปิดเผยถึงข้ามคืบหน้าในการลงนามในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบร่างสัญญาเพื่อความถูกต้องและรอบคอบ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีพิธีร่วมลงนามในสัญญาของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายลาวที่กรมทางหลวง กรุงเทพมหานคร

นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารสะพานไทย-ลาว หรือ BMC (Bridge Mangement Committee) ได้มีการร่วมประชุมหารือในส่วนของข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลลาว ตามที่ได้มีการลงนามโดยรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเมือปี 2544 ซึ่งกำหนดไว้ว่าก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติมุกดาหาร-สะหวันนะเขต จะต้องทำความตกลงในเรื่องของข้อปฏิบัติสำหรับพิธีการต่างๆ ในการควบคุมการเข้าออกสำหรับพื้นที่ที่เรียกว่า พื้นที่ก่อสร้างพิเศษ หรือ FCZ (Free construction Zone) โดยมีการกำหนดพื้นที่บนฝั่งแม่น้ำทั้งทางไทยและลาว เพื่อสำหรับอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่และคนงาน การกำหนดเขตก่อสร้างเพื่อเคลื่อนย้ายเครื่องจักรและขนส่งวัสดุก่อสร้างที่จะข้ามจากไทยไปลาวและจากลาวมาไทยเพื่อกำหนดเขตก่อสร้างให้แน่นอน ที่สำคัญคือให้กรมศุลกากรหรือสำนักงานด่านตรวจคนเข้าเมืองเป็นผู้ออกบัตรให้แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ซึ่งจะมีด้วยกันหลายระดับประกอบด้วย ระดับบริหาร ช่างฝีมือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายลาวทั้งฝ่ายบริษัทที่ปรึกษาซึ่งอาจจะเป็นญี่ปุ่น หรือสัญชาติอื่น ซึ่งจะต้องมีการกำหนดการเข้าออกในและนอกประเทศให้แน่นอน โดยจะมีการตรวจตราเพียงครั้งเดียวก็จะสามารถเดินทางเข้าออกไปมาระหว่างประเทศได้หากอยู่ในเขตพื้นที่พิเศษแห่งนี้ ทั้งข้อปฏิบัติเรื่องการตรวจตราของด่านตรวจคนเข้าเมือง พิธีการทางศุลกากร ความปลอดภัยทั้งบนบกและในน้ำ ได้ข้อสรุปเรียบร้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า จากการร่วมกันพิจารณาร่างข้อปฏิบัติว่าด้วยเขตก่อสร้าง ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายลาว ส่วนใหญ่มีความเห็นพ้องตรงตามร่างโดยในส่วนของข้อปฏิบัติที่สำคัญมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น รายละเอียดที่ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจุดเข้าออกต้องอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของทั้งฝ่ายไทยและลาว เมื่อคณะกรรมการบริหารสะพานไทย-ลาว ร่วมกับฝ่ายผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารพิจารณาร่างข้อปฏิบัติว่าด้วยเขตก่อสร้าง เสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะส่งให้เจ้าหน้าที่ไทยและลาวแล้วตรวจสอบความถูกต้องและลงนามเป็นครั้งๆไปว่าในแต่ละครั้งมีวาระการประชุมเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในเรื่องใดบ้างก็บันทึกข้อตกลงนี้ และเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้วก็ส่งให้เจ้าหน้าที่ไทยและเจ้าหน้าที่ลาวตรวจสอบความถูกต้องและร่วมลงนามเป็นฉบับสมบูรณ์ต่อไป

นายเพดสะหมอน วีราพัด รองปลัดกระทรวงคมนาคมขนส่งและไปรษณีย์ สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันการประชุมพิจารณาดำเนินการจัดการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ระหว่างฝ่ายลาวและไทย มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะมีการลงมือก่อสร้างได้ ในส่วนของการจัดเตรียมโครงการต่างๆ ไว้ร้องรับการก่อสร้างสะพานนั้น ขณะนี้การได้มีการเวนคืนที่ดินในเขตที่จะมีการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างสะพานไว้ด้วยเช่นกัน สำหรับถนนหมายเลข 9 ซึ่งจะเชื่อมต่อสะพานด้านฝั่งลาวไปจดเมืองลาวบาวของเวียดนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซมและมีความรุดหน้าไปมาก คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2547 นอกจากนี้ยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมายที่จะจูงใจให้มีการเข้ามาลงทุนและพำนักอยู่ในแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งได้มีการประกาศจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการลงทุน การท่องเที่ยวและการบริการต่างๆ ซึ่งเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ต่างๆ มีการกำหนดโดยคณะกรรมการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้แขวงสะหวันนะเขตเป็นเพียงแค่ทางผ่านจากเวียดนามไปไทยหรือไทยไปเวียดนาม

อนึ่ง โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร - สะหวันนะเขต ได้ทำการเปิดซองประกวดราคาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่กรมทางหลวง มีที่ตั้งของสะพานด้านฝั่งไทยอยู่บริเวณบ้านสงเปือย ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ด้านทิศเหนือของตัวเมืองมุกดาหารประมาณ 7 กิโลเมตร ส่วนฝั่งลาวอยู่ระหว่างบ้านท่าอุดมและบ้านนาแก เมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขต อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองคันทะบุรีประมาณ 5 กิโลเมตร มีรูปแบบเป็นสะพานคอนกรีต 2 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.5 เมตร ความยาวสะพานประมาณ 1.600 เมตร ถนนเชื่อมคอสะพานด้านฝั่งไทยยาว 250 เมตร ส่วนด้านฝั่งลาวยาว 200 เมตร แยกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย
ส่วนที่ 1 (Package1) เป็นส่วนของงานก่อสร้างสะพานและส่วนประกอบซึ่งฝ่ายไทยและฝ่ายลาว จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับงานก่อสร้างด้านริมฝั่งแม่น้ำโขงของแต่ละฝ่ายจนถึงจุดกึ่งกลางของสะพาน มีบริษัทซูมิโตโม จำกัด บริษัทวิจิตรภัณฑ์ จำกัด บริษัทสยามซินเทคจำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด 978,375,516.57 บาท
ส่วนที่ 2 (Package2) การก่อสร้างถนนเชื่อม อาคารด่านควบคุมด่านควบคุมและสิ่งปลูกสร้างด้านฝั่งไทยทั้งหมด ซึ่งฝ่ายไทยเป็นผู้รับผิดชอบในการออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมีบริษัทซิมิสึ จำกัด บริษัทอิตาเลียนไทย จำกัด เสนอราคาต่ำสุด 304,013,120.51 บาท
ส่วนที่ 3 (Package3) เป็นการก่อสร้างถนนเชื่อม อาคารด่านควบคุมด่านควบคุมและสิ่งปลูกสร้างทางฝั่งลาวทั้งหมด ที่ฝ่ายลาวเป็นผู้รับผิดชอบในการออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง มีบริษัทลิตตัล-ทองมา จำกัด เสนอราคาต่ำสุด 152,924,234.61 บาท

คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนนี้ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาแล้วบริษัทผู้รับเหมาจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างสะพานประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้งระดับน้ำในแม่น้ำโขงจะอยู่ในระดับต่ำที่สุด อันเป็นเวลาเหมาะสมที่เขาจะดำเนินการก่อสร้าง

 

มุกดาหารกำหนดวันวางศิลาฤกษ์สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่2 แล้ว

นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการประชุมโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติ มุกดาหาร - สะหวันนะเขต ที่ โรงแรมมุกดาหาร แกรนด์โฮเทล เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนจากกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และผู้แทนจากกระทรวงคมนาคมขนส่งและไปรษณีย์ สปป.ลาว เข้าร่วมประชุมด้วยได้มีข้อยุติว่าจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเพื่อขอกำหนดพิธีวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 21 มีนาคม นี้ โดยจะเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ มาเป็นประธานในพิธีดังกล่าวแต่ทั้งนี้กำหนดที่แน่นอนต้องได้รับการตอบรับจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน โดยวันดังกล่าวน่าจะมีความเหมาะสมและสะดวกกับผู้นำทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม จะมีการประชุม ครม.ไทย – ลาว ที่ ที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงอาจจะเป็นไปได้ที่คณะนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศจะเดินทางมาร่วมในพิธีในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ทางจังหวัดก็จะเชิญมีเอกอัคราชฑูต กงสุลใหญ่ องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย

นายนิรันดร์ กล่าวว่า คาดว่าพิธีวางศิลาฤกษ์จะเริ่มในช่วงบ่ายของวันที่ 21 มกราคม โดยจะเริ่มพิธีวางศิลาฤกษ์ที่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ก่อนจากนั้นจึงเดินทางมาวางศิลาฤกษ์
ที่จังหวัดมุกดาหาร โดยมีกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมขนส่งและไปรษณีย์ สปป.ลาว เป็นเจ้าภาพในงานพิธีดังกล่าว โดยที่ประชุมกำหนดได้กำหนดรายละเอียดในเบื้องต้นไว้เพียงเท่านี้ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยจะมีการประชุมหารือกับทางผู้แทนของ สปป.ลาวอีกครั้ง สำหรับในส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติ แห่งที่ 2 มุกดาหาร – สะหวันนเขต นั้น ขณะนี้ได้มีการก่อสร้างในส่วนของฐานรากไว้เป็นพื้นที่เพื่อรอการลงเสาตอหม้อ และได้จัดเตรียมพื้นที่ในการทำพิธีวางศิลาฤกษ์ไว้เรียบร้อยแล้ว

พิเชฐ แสงนิสากร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการชัดเจนของโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร - สะหวันนะเขต ซึ่งได้กำหนดให้วันที่ 21 มีนาคม เป็นวันมหาฤกษ์ในการวางศิลาฤกษ์สะพานแห่งนี้ จะส่งผลก่อเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคแห่งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสานของไทย ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมจะขยายตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีพื้นที่กว้างใหญ่มีศักยภาพในการปลูกพืชผลทางการเกษตร ประกอบกับแรงงานที่มีจำนวนมากกว่าทุกภาคซึ่งหากรัฐบาลบริหารจัดการด้านแหล่งน้ำได้เพียงพอภาคอีสานของไทยก็จะเป็นพื้นที่ที่จะสร้างแหล่งอาหารเลี้ยงชาวโลกได้เลยทีเดียว นอกจากอุตสาหกรรมด้านการเกษตรแล้ว อุตสาหกรรมด้านอื่นๆก็มีศักยภาพในการขยายตัวเช่นกัน

นายพิเชฐ กล่าวว่า จากการพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจการค้าและนักการอุตสาหกรรมทั้งชาวไทยและต่างชาติ ส่วนใหญ่ต่างก็ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในจังหวัดมุกดาหารและจังหวัดต่างๆในภาคอีสานเนื่องจากเห็นจากศักยภาพในการเติบโตด้านอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เพราะนอกจากจะสามารถส่งจำหน่ายตลาดภายในประเทศแล้วยังสามารถส่งสินค้าไปยังตลาดสากลได้โดยขนส่งมายังจังหวัดมุกดาหารที่จะเป็นศูนย์กระจายสินค้าเชื่อมโยงต่อไปยังท่าเรือดานัง ประเทศเวียดนามบนเส้นทางระเบียงตะวันออก-ตะวันตก (East – West Economic Corridor)

นายกไทย-ลาว ร่วมวางศิลาฤกษ์สะพานข้ามโขง 2 พร้อมเป็นสักขีพยานลงนามเมืองคู่แฝด มุกดาหาร – สะหวันนะเขต

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 21 มี.ค.- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางด้วย ฮ. ข้ามไปเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์สะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร – สะหวันนะเขต ที่จุดสร้างสะพานบ้านนาแก เมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขตร่วมกับ พ.อ.บุนยัง วรจิด นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีนายสุรเกียรติ เสถียรไทย รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีจากฝ่ายไทย และนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีจากฝ่ายลาว นอกจากนี้ยังมีนายโชโก อะไร รมช.ต่างประเทศญี่ปุ่น เป็นตัวแทนรัฐบาลญี่ปุ่น ร่วมในพิธีด้วย จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.อ.บุนยัง พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ก็ได้เดินทางข้ามาวางศิลาฤกษ์สะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร – สะหวันนะเขต ที่จุดสร้างสะพานบ้านสงเปือย ต.บางทรายใหญ่ อ.เมืองมุกดาหาร ภายหลังจากเสร็จพิธีวางศิลาฤกษ์นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่แฝด มุกดาหาร – สะหวันนะเขต ระหว่าง นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ ผวจ.มุกดาหาร กับ นายสีเหลือ บุนค้ำ เจ้าแขวงสะหวันนะเขต ด้วย

นายนิรันดร์ กล่าวว่า การสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่แฝดจะนำมาซึ่งการพัฒนาความร่วมมือระหว่างมุกดาหาร สะหวันนะเขต ให้เป็นเมืองพัฒนาศักยภาพร่วมกัน ทั้งทางด้านการท่องเที่ยว การลงทุน การพัฒนาด้านการศึกษาและสังคมไปพร้อมๆ กัน โดยโครงการนี้จะเป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจนภายหลังจากการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 แล้วเสร็จ

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงระหว่างชาติแห่งที่ 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต อยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองมุกดาหารประมาณ 7 กิโลเมตร ส่วนฝั่งลาวอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองคันทะบุรีประมาณ 5 กิโลเมตร มีรูปแบบเป็นสะพานคอนกรีตอัดแรง 2 ช่องจราจร ยาว 1.600 เมตร กว้าง 12 เมตร ถนนเชื่อมคอสะพานด้านฝั่งไทยยาว 250 เมตร ส่วนด้านฝั่งลาวยาว 200 เมตร งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งสิ้น 8,090 ล้านเยน โดยเป็นเงินกู้จาก เจบิก ( Japan Bank For Internationnal Cooperration) ฝ่ายไทยและลาวรับผิดชอบค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานปลายปี พ.ศ. 2549

 


  กลับสู่ด้านบน
    

ชมประมวลภาพถ่ายบิรเวณจุดก่อสร้างสะพานก่อนดำเนินการ


ชมภาพพิธีวางศิลาฤกษ์สะพานโดยนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ

ประมวลภาพการก่อสร้างล่าสุดถ่ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548